Surapong's profileloun...lounPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 11

    เรื่องของทะเล..........

    เรื่องราวของนักเดินทางที่รักทะเล 2 คน
    เขา...สองคน
    เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียน
    เขารักทะเล ตกปลา แล่นเรือ
    สนุกสนานกับการท่องทะเลไปเรื่อยๆ
    จู่ๆๆๆ เขาสองคนก็แชร์ความฝัน...
    ตรงกันว่า
    ทั้งคุ่จะมีบ้านริมทะเลสักหลัง
    บนเกาะสักเกาะ..หรือริมหาดสักแห่ง
    ........
    พวกเขาเคยผูกเปลญวณ..นอนฟังเสียงคลื่น
    แลบลิ้น..กินลมทะเล...
    ........
    อยู่ๆ..อีกคนก็เปลี่ยนฝัน....
    จากไป
    ก่อนสึนามิมาสะอีก
    ..................
    เหลือแต่คนที่ยังรักทะเล หาดทราย อีกคน
    แต่ทะเล ทรายขาวสบายเท้า
    ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
    จนวันหนึ่งเขาได้เข้าใจว่า
    จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ตกหลุมรักทะเล
    กะ หาดทรายขาวเลย
     
    และตั้งแต่วันนั้น
    ที่เขาคิดได้....
    เขาก็ไม่เคยไปทะเล
    เลย..........
     
     
     
    ภูเขา...ตันไม้....ทุ่งกว้าง
    เดือนที่ผ่านมาเดินทางตลอด
    ชีพจรลงตีน
    จากอีสาน-ตะวันออก-เชียงใหม่
    เรื่องราวมากมาย
     

     
     
    ......................................................
    บางทีก็เริ่มคิดถึงเพื่อนเก่าๆ
    หลายคนที่หายหน้าหายตาไป...เพราะหน้าที่การงาน....
    บางที่มันก็คิดถึงความฝัน...
    และคำพูดของพวกแกหลายๆ คน
    และหลายๆๆ ตัวเหี้ย ตอนเมา
    มันดีน่ะกูว่า...แต่ทำไมตอนพวกมึงหายเมา
    แล้วมักจะลืมคำพูดที่เคยพูดไว้ตอนเมาทุกที่....
    พวกมึงมันสาดดดดดดดด.....
    ..............................................
     
    หลายครั้งที่กูพยายามเขียนจดหมาย
    ส่งโปสการ์ดหาเพื่อนเก่า.....
    บอกเล่าการเดินทาง..ของกู...มันทำให้กูรู้สึกว่า
    พวกแกไม่ได้รู้เหี้ยอะไรเลย........
    จะเหลือแต่ไอ้ตัวเหี้ยที่เมาๆๆ กันทุกวัน
    โปสการ์ดไม่เคยเขียนถึงเพื่อน เขียนหาแต่หญิง
    ...........................................
     
    การเดินทางสู่อีสาน
    ของพวกกูจึงมีแต่กูและกูและกูและกูแค่สี่คน....
    ไอ้ที่แลบลิ้นรับปากไว้...ไม่โผล่
    รู้ไหมว่าพวกกูต้องแบกหนังสือพอๆ กะ สิบกว่าคนที่รับปากว่าจะเดินทางด้วยแบก
    แต่มันไม่ใช่ความทุกข์หรอกเพื่อน.......
    ที่เขียนไว้ในนี้ คงมีเหี้ยแค่เพียงบางตัวได้อ่าน
    เพราะอีกหลายตัวปฎิเสธ ไดอะรี่บนไซเบอร์
    แน่นอนมันสู้ไม่ได้กะการที่จะเขียนโปสการ์ดถึงพวกมึงสักแผ่น..
    ................
     
    นี้เป็นข้อความของโปสการ์ด..จากการเดินทางไปอีสาน
    สำหรับพวกแก
    ..............................................................................
    ..............................................................................
    พวกแกจะรู้เหี้ยอะไร
    ว่าการเดินทางด้วยรถไฟครั้งนี้มันสุดยอดแค่ไหน
    พวกกูได้ซื้อตั๋วรถไฟ..ได้ตั๋วยืน...แต่กูได้นั่ง
    ไม่ต้องงง..เพราะฉันไม่ได้ไปแย่งที่ใครนั่ง
    แต่นั่งกลับพื้นโว้ย
    สิ่งพิเศษอีกอย่างคือ
    โบกี้ที่นั่งเป็นโบกี้สุดท้าย ท้ายสุดของขบวน
    กูกะไอ้สุรวิทย์นั่งตรงประตูท้ายของโบกี้น่ะแหละ
    แม่งเอ้ยลมนี้เย็นสุดยอด
    กลิ่นฉี่กลิ่นอึนี้ลอยว่อนเข้าจมูก
    แต่มันไม่ทำให้เราสองคนต้องผลักจากที่นั่ง
    ท้ายขบวนที่สุดไปได้หรอก
    เพราะเบียร์ที่คุณสุรวิทย์ซื้อกักมาตั้งแต่กรุงเทพฯ
    มันพอสำหรับที่จะให้ไอ้เหี้ยสุรกิอาบได้เลย
    พอพูดถึงมัน มันก็โผล่มา
    แล้วไอ้สุรกิมันก็เมาเต็มที่ ชี้นิ้วมาที่กูแล้วมันบอกว่า
    "มึงจะรู้เหี้ยอะไร
    ว่าอีสานมีของน่ะโว้ย
    ระวังมันจะเข้าตัว..มึง..สาด...
    คนโบราณเขาเล่ามา
    ว่าคนที่เดินทางมาอีสานนักมีอยู่สามแบบ
    หนึ่งมาตามหาคนรักที่ผลัดหลง
    สองคือคนที่จะเดินทางต่อไปเวียงจันทร์
    สามคือคนที่สิ้นหวังในชีวิต
    แล้วมึงจัดอยู่ไหนประเภทไหน"
    กูเลยชี้หน้ามันคืน
    แล้วตอบมันกลับไปว่า
    "มึงจะรู้เหี้ยอะไรสาดด.......
    กูไปหาพ่อกูโว้ย
    สาดดดดดดด......."
    แล้วให้เหี้ยวิทย์ มันก็ร้องเพลง "ด่วน บขส."
    .....................................
    .....................................
    กูขอจบโปสการ์ดแผ่นไปเที่ยวอีสานแค่นี้ก่อน
    แผ่นตอนไปคือ ฉะเชิงเทรา
    แม่งไม่มีเหี้ยตัวไหนไปเลย มีกูกับไอ้สุรกิ สองคน
    ..............
     
    May 18

    ......................................

    เสรีภาพที้แท้จริง บางทีฉันก็ยังไปไม่สุด ชีวิตฉัน..บางทีฉันก็สร้างกรอบจำกัดมันไว้เยอะทีเดียว

    บางที ก็อยากวิ่งตามฝันให้มันสุดๆ ไปเลย

    มันอาจ สนุก ตื่นเต้น สุขบ้าง ทุกข์นี้ของจริง อุปสรรคจนท้อ

    เพื่อนก็ค่อยๆ ถอนตัว ออกไปยืนไกลๆ

    เพื่อนบางคนก็ครบครึ่งทาง ระหว่าง ความฝัน กะ ชีวิตจริง

    เราก็รับงานที่เราชอบเพียงให้เรา กะ ความฝันอยู่รอด จะได้มีแรงฝันไปเรื่อยๆ

    แต่ก็เซ็งที่ต้องแก้งานบ่อยๆ

    วันนี้ส่งงานเสร็จ เดินกลับ........เพราะเซ็งรถติดในวันศุกร์

    มหานครบางกอกตอนเย็น....

    คนเดินกระชุก...แต่ล้วนเหงาๆ กันทั้งนั้น เราก็เหมือนกัน

    เดินคนเดียวมาสองจะสามเดือนแล้ว

    ............

    นั่งหยุดพัก กะจะกินมาม่า ตรงคลองน้ำเน่าซะหน่อยวันนี้

    สูดกลิ่นเหม็นๆ ของมัน มองดูขวดเบียร์ลอยชูคออยู่กลางคลอง...

    อิจฉาขวดเบียร์จัง...ที่คนทิ้งมันลงคลอง

    ดีกว่าทิ้งลงถังขยะ...เพราะแกจะได้มีชีวิตที่ยืดขึ้น ดีกว่าถูกรีไซเคิลเน๊อะ

    ฟ้าครึ้ม.....ตอนเย็นๆ เป็นเวลาที่ทำเอาใจคนดีๆ หาย...

    มาม่า..ที่รัก...ฉันได้ให้เธอกะคนที่มีความจำเป็นมากกว่าฉันแล้วหล่ะ

    บางทีฉันก็อยากจะหยุดรอคอยบางอย่างเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร..........

    คิดถึงใครบางคนจัง

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ..........................................................................

    April 25

    .........................

    หากคำกล่าวอ้างของพวกคุณ
    เป็นความจริงใจที่มีต่อศิลปะร่วมสมัยละก้อ.............
    ผมขอยกคำกล่าวอ้างของพวกคุณ..มาจำใส่สมองขี้เลื่อย..เหี้ยของพวกผม...
    หากแต่ว่าถ้าคำกล่าวอ้างของพวกคุณ..ที่ไม่ใช้เหี้ย..เหมือนพวกผม...มันจะทำให้พวกผมสำเหนียกในความเป็นเหี้ยในตัวเอง
    ที่มิควร..ที่จะไปอาจเอื้อมไปของทุนจากพวกคุณอีก.....
    " ศิลปะและวัฒนธรรมคือการถ่ายทอดสืบสานระหว่างมนุษย์แต่ละยุคสมัย สังคมที่มีรากฐานทางศิลปวัฒนธรรมแข็งแรง ย่อมเป็นเพราะมีการถ่ายทอดสืบสานอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ด้วยเหตุนี้ บุคลากรศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญ นอกจากผู้ที่เคลื่อนไหวอย่างโดดเด่นสม่ำเสมอแล้ว ยังน่าจะรวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงของการสะสมประสบการณ์และลองผิดลองถูก เพราะเขาและเธอเหล่านั้นเอง ที่จะก้าวสู่บทบาทของการสานต่อทางศิลปวํฒนธรรมในอนาคต
    สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ไม่เพียงเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนา สร้างสรรค์ผลงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของชาติเท่านั้น แต่เป็นหน่วยงานที่เป็นแกนกลางระหว่างศิลปินและประชาชน เพื่อนำเสนอ งานศิลปะจากศิลปินกลุ่มต่างๆ ไปสู่ประชาชนในสังคมให้ใช้งานศิลปะเป็นทางเลือกในการพัฒนาศักยภาพในการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข และสุนทรีย์"
    คำพูดนี้ไม่เพืยงแต่พวกคุณพูดกรอกหูผม..ในวันที่ผมคุณหาทางปฏิเสธไม่ให้เงินทุนสนับสนุนทำกิจกรรมผมเท่านั้น
    ซ้ำร้ายผมยังมาเห็นมันอีกครั้งใน บทบรรณาธิการ นิตยสารบ้านๆ ที่พวกคุณมีเงินเยอะแยะในการทำแต่ทำออกมาได้แบบทุเรศเหี้ยสุดๆ ชื่อ "สยามร่วมสมัย" เล่ม 7
    คุณพูดออกมาได้......................
    ไอ้เหี้ย..ผมสบถต่อตัวเอง........ไม่รู้ว่าพวกคุณเข้าใจมันมากแค่ไหนในการทำงานมวลชนกับศิลปะร่วมสมัย...............มากแค่ไหน...สาด
    ............ไม่ใช่ผมเจ็บปวดหรอกที่ถูกพวกคุณปฏิเสธ.....แต่มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในการทำงานของพวกคุณ
    ........................................
    ........................................
    ถึงสุรเหี้ยทั้งหลาย
    ประกาศให้ทราบ
    ในงานนิทรรศการต่างๆ งานศิลปะ..กิจกรรมต่างๆ ที่มีตราโลโก้ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย..นั้นความเป็นจริงเขาเป็นพาร์ทเนอร์จัด โดยไม่ให้เงินสนับสนุนสักบาท
    บางที่อาจมีให้แต่ก็ส่วนน้อย...เพราะฉะนั้นกลยุทธ์การทำงานเรื่องการให้เงินสนับสนุนศิลปินทำกิจกรรมศิลปะทำ.."ไม่ใช่งานเรา" เขาบอก
    เพราะฉะนั้นอย่าไป ขอให้มันเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนเลย เสียเวลา เพราะ
    "มันไม่ใช่กุลยุทธ์การพัฒนาวงการศิลปะร่วมสมัยของเรา" มันจะบอกมึงอย่างนี้
    ..............
    อีกอย่างหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับพวกมัน...คือ เขาไม่คิดว่า งานวรรณกรรม เป็นศิลปร่วมสมัย
    นี้เป็นความผิดประเด็นร้ายแรงของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย...มันคิดได้อย่างไร
    รู้ไว้............
    จึงไม่ต้องแปลกใจ..ว่าทำไมไม่เห็นมันโผล่ไปร่วมงาน วรรณกรรม....งานเขียน.....เลยซะครั้ง
    ..............
    ปล.สุรเหี้ยทั้งหลาย...เฮ็ดโปรเจ็คยังเหลือน่ะโว้ย....
    มันอาจจะเป็นความหวังสำหรับเราก็ได้
    ......................รีบน่ะโว้ย...........................
    เจอกูสุรพงษ์
      
     
    April 21

    กูไปด้วย

    "กระโตง...กระเตงฝัน...ไปแบ่งปันสู่ดวงดาว"
    เส้นทางยาวจาก กรุงเทพฯ - ลาว เลยน่ะจ๊ะ
     
    ลมฤดูร้อนกำลังจะพัดผ่านไปแล้วน่ะโว้ย
    ลมฝนพฤษภาอากาศชื้นๆ กำลังจะมาแทนที่
    แม่งพวกเรา..พวกมึงน่ะแหละ ยังไม่ได้ทำอะไรดีๆ ให้เพื่อนร่วมโลกเลย
    ทำแต่งานของตัวเอง กินเหล้า แดกเบียร์ แดกเหี้ย แดกหมา ไปวันๆ
    เจ็บปวดเน๊อะ
    ........................................
    จำได้ครั้งสุดท้าย ที่พวกมึงไปเชียงใหม่
    ขาไปพวกมึงก็เมา ขากลับพวกมึงก็ยังเมา...ไอ้สาด
    ครานี้เราคงไม่ไปเชียงใหม่แล้วว่ะ............
     
     
    "กระโตง...กระเตงฝัน...ไปแบ่งปันดาว"ครั้งนี้
    จากกรุงเทพฯ - อุบล - ไปยโสธร - ยันประเทศลาว
    หิ้วหอบหนังสือ กะ ไดอะรี่ ฝากห้องสมุดน้องๆ ตามรายทาง
    พอถึง ด่านช่องเม็กที่อุบล ใครจะกลับ ใครจะไปลาวต่อ...ก็แล้วแต่ศรัทธา..
    เดินทางออกจากกรุงเทพฯ 20.00 น. สถานีรถไฟหัวลำโพง ในวันที่ 3 พฤษาคมนี้
    แบ็คแพ็คน่ะโว้ย.......ดูแลตัวเองทุกอย่าง
    อย่าให้เหมือนคราวก่อน....
    ไอ้เหี้ยบางตัวไม่ได้เอาถุงนอนไป ก็มามุดกะคนอื่น
    ปลากระป๋อง มาม่า กาแฟ ขนม อย่าให้ขาดน่ะโว้ย
    และอย่าลืม 2 อย่างนี้เด็ดขาด
    - เรื่องราวของความฝัน คนละ 1 เรื่อง
    - กะของมีคุณค่าที่ใช้แล้ว แต่อยากให้เพื่อน
    เพื่อเอาไว้แลกเปลี่ยนกันตลอดรายทาง
    สุรล้วน และสุรเหี้ยทั้งหลาย
    ติดต่อที่ไอ้ สุรกิเลยน่ะ
     
      
     
    April 19

    .................

     
    >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
    >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
    ปัจเจกชนนิยมกลายเป็นวิถีชีวิตกระแสหลัก
    การมีตัวตนมีชื่อเสียงในสังคมก็เป็นกระแสนิยมไม่แพ้กัน
    กูตกหลุมสิ่งเหล่านี้แล้วว่ะ
    เมื่อรู้สึกตัวกูก็สับสนไปซะแล้ว
    มันอะไรกันแน่ยุคสมัย
    ร่วมสมัย...แต่ไม่เคยร่วมกัน
    หลังสมัยใหม่...แล้วมาตั้งคำถามอะไรกับวัยรุ่นว่ะ
    พวกเราไม่ได้สร้าง
    แล้วมาถามความรับผิดชอบในฐานะอยู่
    ก็กูทำในสิ่งที่ตัวเองรัก
    เขาทำในสิ่งที่เขาชอบ
    เสรีภาพของกู
    เสรีภาพของเขา
    ส่วนรวมไม่ใช่คำตอบ
    เมื่อศูนย์กลางได้กลายเป็นเสรีภาพของใครของมัน
    แล้วมาถามความรับผิดชอบในฐานะคนอยู่
    เพื่ออะไร
    แล้วไม่ถามความรับผิดชอบในฐานะคนอยู่
    เพื่ออะไร
    แล้วไม่ถามความรับผิดชอบในฐานะคนสร้างบ้าง
    สาด.........
     
    มาแว้ว !
    SURAPONGMAN ARABAN ACTION FOR CHANGE
    การกลับมาอีกครั้งของ The Redman.............
    ในรูปโฉมใหม่.........หลังจากเมื่อหนึ่งปีก่อน..มันได้ทำให้ผู้คน..กว่าสามร้อยชีวิตที่ลานน้ำพุเซนเตอร์พอยท์ และกว่าพันสายตาทื่ฮ่องกง อึ้ง..ทึ้ง..เสียว..มาแล้วกับ
    "กระเทียมเทย"..........และ performane จาก the redman team
    การกลับมาครั้งนี้ ของ The Redman มาในนาม SURAPONGMAN 
    มีสองตอนด้วยกัน คือ ตอนกำเนิด SURAPONGMAN และตอนขบวนการเข้าถึงสิทธิอาหาร
    มันโคตร
    ติดตามได้ที่สุรพงษ์
    และบางร้านที่วางจำหน่ายเท่านั้น
     
     
    ......................................................................................
    สัตว์ตรูหมายเลขหนึ่งของ สุรพงษ์แมน คือ
    SURAWITMAN
    มนุษย์หน้าหมา ผู้อยู่ใต้หน้ากากหมาดำ ผู้ได้รับพลังหมาดำ...ผ่านมาทางสายเลือดจากรุ่นโคตรเหง้า รุ่นแล้วรุ่นเล่า
    ผู้แดกส์ไก่เน่าและขี้เยี่ยงหมาทั่วไปเป็นอาหาร
    เป็นหัวหน้าขบวนการ BACK DOGGER ผู้หวังจะทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกที่น่าอยู่
    ให้เหลือแต่เผ่าพันธุ์หมานุษย์ดำ ของเขาเท่านั้น
    ฉายาของเขาคือ
    "ไอ้หน้าหมา..สุรวิทย์"
    ............
    "ก็พ่อกูเป็นหมานิ่..สาด"
     
    April 16

    หนังสือยอดเยี่ยม รางวัลหมีน้อยอุลตร้า..อู้ด..อู้ด..

    2589:เราเพียงผู้มาเยือน
    คว้ารางวัล หนังสือยอดเยี่ยม หมีน้อยอุลตร้า..อู้ด..อู้ด
    ผู้แต่ง ...สุรเหี้ย..เห้ย..สุรเชต เพชรน้ำล้วน
    หลังจากนวนิยายวิทยาศาสตร์ กุ๊ก..ก๊อก..2589 เราเพียงผู้มาเยือน
    เดินสายกวาดรางวัลหนังสือยอดเยื่ยม มาแล้วหลายสถาบัน
    ไม่ว่าจะเป็น รางวัลนวนิยายวิทยาศาสตร์ จันตรี ศริบุญรอดแล้ว
    ยังตามติดมาด้วย เซเว่นบุ๊คอวอร์ด
    พร้อมทั้งล่าสุด คว้ารางวัลชมเชยหนังสือยอดเยี่ยมแห่งปี 2550 สำหรับเด็กและวัยรุ่น
    และอีกครั้ง..ที่ 2589 เราเพียงผู้มาเยือน
    สามารถคว้ารางวัล หนังสือยอดเยี่ยม รางวัลหมีน้อยอุลตร้า ..อู้ด..อู้ด...
    จากสถาบันหมีน้อยอุลตร้า..อู้ด..อู้ด
    พร้อมโล่หมีน้อยอุลตร้า..อู๊ด..อู๊ด.. กะ เงินรางวัล 100,000,000.0000 กีบ
    ..............................
    มาฟังความคิดเห็นกรรมการ
    "มันยอดมากครับ ความรู้สึกแผ่ซานเสียวตอนอ่าน...มันเป็นการใช้คำที่บรรยายแล้วเห็น ถึงรูดากเลยครับ
    นักเขียน เขาทำได้ยอดมาก"..............ดร.หมีแพนด้า หมีแพนด้า
    "ผมคิดว่ามันเป็นนิยายที่บรรยายฉากไดโนเสาร์ได้ดีมาก ผมชอบตอนหนึ่งที่พระเอกของเรื่องเอาตูดไดโนเสาร์ แม้ไม่เคยเห็นไดโนเสาร์จริงๆแต่ผมเชื่อแน่ว่าคุณต้องเห็นภาพ
    อีกฉากหนึ่งตอนนางเอกของเรื่องช่วยตัวเองเขาทำได้ดีมากเลยแม้คุณไม่ใช่ผู้หญิงแต่คุณต้องรู้สึกมีอารมณ์ร่วมแน่นนอน ผมแนะนำว่าวัยรุ่นอายุไม่เกินห้าขวบควรอ่าน" ดร.ตรินศรี แพนด้าน่ารัก
    "ฉันว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักชีวภาพที่สุดยอดมาก สูตรผสมปุ๋ยที่เชื่อมโยงกันระหว่างจิตวิญญาณกับจิตรกร...แล้วเอาขี้ใส่..เอาขี้ไก่มาทา..ซาร่าเลยห่ะ" ดร.สมเกีรยติยศ ตั้งนะโมตะสะสามจบสาธุ
    .....................................................
    April 12

    Suraoil photo by surapong

     
    MY LIFE MUST GO ON............
     
    MY HEART NEEDS LOVE.......
    MY LIFE STILL NEEDS DREAMS........
    ME STILL NEED COURAGE.....................................
     
    I ASK FOR THE STARS,,,,,,,,,,,,,,,,
    WHEN I FEEL LONELY,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
    HOW LONG....................
    HOW LONG...................................
     
    you come back
     
     
    ครั้งหนึ่ง
    เราเคยไปถ่ายภาพ
    ทำ Ergo 24 hour magazine ให้นาย
    เราแอบถ่ายภาพนายเก็บไว้ เมื่อคืนออนเอ็ม ได้ยินว่านายอยากได้รูปสวยๆ
    นี่เราคิดว่า ภาพนี้เป็นภาพนายที่เราประทับใจเพราะนายเป็นธรรมชาติมาก save เอาไปได้
    รักน่ะ.....
    รีบไปรีบกลับอย่าอยู่นานน่ะโว้ย
    ..........................................................................................................
    14 เมษายนแล้ว
    เราออนเอ็มตลอด.........แต่ไม่เจอนายเลย
    นายหายไปสองวันแล้ว................................
    ยังไงช่วยติดตามกลับด้วย.........
    อยากคุย

    HERE..HERE..HERE..project

    ประกาศ!!!!!!!!!!!

    โครงการปิด TV เหี้ย...เหี้ย...เหี้ย.......

    ชื่อเดิม โครงการปิด TV 555..........................

    กลัวชื่อโครงการจะไม่ถูกใจ พวกสุรเหี้ย.....เหี้ย...อย่างพวกมึงทั้งเหี้ย

    ที่ถูกคอชอบใจแต่จะลากไก่เน่าลงคลองกิน..ไปวันๆ...........แต่ถึงกระนั้นก็ตามหากดูตามฐานนันดรศักดิ์...ชาติตระกูลเหี้ยอย่างพวกมึง  สุรกิ...สุรมั้ง.....สุรวิทย์...สุรเดี่ยว...สุรบอย...สุรแจ็ค...สุรเหี้ยทั้งหลายกูขี้เกียจไล่ชื่อ คงไม่มี TV ดูกันหรอก เพราะฉะนั้น...มึงเจอกูแน่...กูไปชัวร์...พวกเหี้ยๆ อย่างมึงก็สมควรไป เพราะจะมัว มือจกดากปากคาบไก่เน่าไม่สร้างสรรค์ไปวันๆทำเหี้ยอะไร

    เหี้ยถอก...................เห็นใจว่ะ

     

    ลายละเอียดเพิ่มเติมหาดมได้ที่ http://www.wechange555.com ซึ่งพวกมึงถนัดการใช้จมูกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
    เจอกู
    สุรพงษ์....................
     
    >>>>>>>>>>>>ไปชัวร์ล้วน
    ขอเชิญพี่น้องผองล้วน...สุรล้วน..และสุรเหี้ยทั้งหลาย
    ร่วมออกบุธ แสดงงาน ขายสินค้า และร่วมกิจกรรม สัปดาห์ปิดทีวี 555....กับพี่น้องต้นกล้า
    วันที่ 23-29 เมษายน 2550 สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์
    มีทั้ง CMYK magazino ,ปราจารยสาร, หนังสือทำมือ, และงานที่เป็นทางเลือกจากกระแสหลักจริงๆ
     
    "ร่วมกันสร้างหนทางของหนังสือทางเลือก..และทิศทางหนังสือให้กลับ
    สู่งานศิลปะวรรณกรรมอย่างแท้จริง"
     
     
    """""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

     

    ประกาศ
    พี่น้องผองล้วนทั้งหลาย
    โดยเฉพาะไอ้ตัวเหี้ย.....
    ใครสนใจ
    โปรดติดต่อสุรพงษ์ พร้อม Idea น่ะโว้ย ไม่ใช่ ไอ้เหี้ย
    HED Project Poster designed by Surapong
    ............................................................................................................The image “http://tkfiles.storage.msn.com/x1piYkpqHC_35m3CVkMl9rypgZuoqa6hOPQd05wmX10YfKoMj-LkibRTWBCRsIeZEo9RBKfH9doWBU73DkxxF3XSbfPYtBrYtxFq_x6DlXLcHgUctb0JsBluQ” cannot be displayed, because it contains errors.

    SYNDROMES
    AND
    A CENTURY
    แสงศตวรรษ..........
    ไอ้เหี้ยเห็นไหม...กูบอกมึงแล้วว่า..ให้เชื่อมั่นในความเหี้ย..และเส้นทางเหี้ย..เหี้ย..ของตัวเอง
    มึงดู "สรุเจ้ย" พี่อภิชาติพวง...เห้ย...อภิชาติสุรพงษ์...เห้ย..อภิชาติพงศ์เป็นตัวอย่าง........
    ถึง "แสงสาดตะวรรษ" เห้ย......"แสงสตวรรษ" จะถูกกระทรวงวัฒณธรรม..เหี้ยๆ...
    ที่แม่งไม่รู้เหี้ยอะไรเลย เซ็นเซอร์..ไม่ให้ฉาย...........ในโรงใหญ่
    แต่ก็ยังมีบางโรงที่เข้าฉาย..กูไม่ก็ไม่แน่ใจว่าโรงไหนบ้าง........
    แต่กรูเชื่อว่า...พวกเหี้ยๆ อย่างพวกมึงคงใช้จมูกพิสูจน์กลิ่นเองได้...ว่าจะฉายโรงไหน..
    ซึ่งพวกเหี้ยอย่างมึง......ถนัดอยู่แล้ว
    ..........และอะไรเหี้ยก็คือเหี้ย.....มันจะอยู่ที่ไหนมันก็เป็นเหี้ย
    มึงดู "แสงศตวรรษ" และสุรเจ้ย เป็นตัวอย่าง
    ล่าสุดน่ะโว้ย....หนังเรื่องเหี้ยนี้ ฟาดรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม
    จากงาน Asian Film Award ส่วนหนึ่งในงาน Hong Kong Intermational Film Festival
    ซึ่งกู สุรพงษ์ พ่อของพวกมึงไปเหยียบมาแล้ว โดยเฉพาะ Hong Kong Art Museum ที่ขี้ของกูเองหล่ะ
    ซึงแน่นอนมาตรฐานสุงส่งกว่า Bangkok Film Festival เหี้ยๆ นี่แน่นอน
    ลำดับภาพยอดเยี่ยม...แสงศตวรรษ โดย ลี ชาตะเมธีกุล
    ส่วน สุรเจ้ย มีชื่อเสนอเข้า ผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ไม่รู้ว่าใครได้ ช่างเหี้ยมันเถอะ
    ถึงพวกเหี้ยถอก...อย่างพวกมึง...........
    กูเชื่อแน่นอนว่า ..แสงสตวรรษ..มันต้องไปดังที่อเมริกา..ยุโรป...และก็เทศกาลหนังต่างประเทศแน่นอน
    เสน่ห์อย่างชัดเจนของมันอย่างหนึ่งที่พวกมึง...เหี้ยถอก...ต้องรู้ไว้คือ
    เสน่ห์ความร่วมสมัย..........ในเชิงศิลปะ....ไอ้เหี้ย
    จำใส่สมองที่มีแต่เหี้ยของพวกมึงไว้
    "แสงสตวรรษ" เล่าเรื่องเป็นสองส่วนอีกเช่นเดิม...เหมือน "สัตว์ประเหี้ย"..กะ..."สุดเสน่ห์เหี้ย"
    กูว่ามันกลายเป็นเอกลักษณ์ของพี่เขาไปแล้วว่ะ....ซึ่งพี่เขาเริ่มใช้มันเนียนขึ้น...ชั้นเหี้ย..เห้ย..ชั้นเซียน
    คัดซีนแต่ละฉากเขาบอกว่าไม่เยอะ...กูตามดูทีเซอรในเว็ปหลายที่แล้วเหี้ยมาก......
    กระทรวงวัฒณเหี้ย มันดูก่อนใคร..แล้วจะให้หั่นบางฉากออก
    พวกนี้แม่งไม่รู้เหี้ยอะไร....มันหั่นออกแล้วจะสื่อ...สารที่มีอยู่ยังไง
    ขนาดดูเต็มเรื่องคนดูยังเหี้ย...ไม่รู้เรื่อง.....
    มันไม่รู้เรื่องอะไรเลยพวกเหี้ยนี้
    ดีแล้วที่เลีอกแคนเซอร์ไม่ตัด...เพราะฉะนั้นเราก็ดูเต็มๆ บางโรงเท่านั้น
    .........
    สิ่งที่กูอยากบอกกับพวกเหี้ย..อย่างพวกมึง..โดยเฉพาะไอ้สุรวิทย์ที่
    มิควรวิจารณ์และหมิ่นพระบรมเดชาณุเหี้ยของงานกู..........
    เสน่ห์ของ "แสงศตวรรษ" คือการเล่าเรื่องหนั่งหนึ่งเรื่องนี้...เป็นสองส่วน
    ซึงมันถือว่าเป็นขนบอย่างหนึ่งของ Expiramental film ซึ่งเป็น post-hollywood movie เทียว ไอ้ควยถอก
    แต่รากสาดของการปฏิเสธการ linear นี้มันเกิดขึ้นที่งานวรรณกรรมก่อน
    จากกลุ่ม ศิลปิน Anti-Aristotian อริสโตเติลเป็นพ่อของพวกมึง เล่าเรื่องเส้นตรง ลำดับเหตูการณ์ มึเรื่มต้น ตรงกลาง ไคลแมกซ์
    และจบเรื่อง........ซึ่งนี้คือพ่อของพวกมึง
    แต่ Expiramental มาเพื่อถึบหน้าพ่อของพวกเหี้ยอย่างมึง
    เพราะฉะนั้นกูฟันธงเลยว่ะ การเล่าเรื่องของหนัง..และวรรณกรรม เรื่องสั้น บทกวี..นวนิยาย..คืออย่างเดียวกัน
    มันใช่กันได้.................
    แต่วรรณกรรมมันดักดาษ..........
    หนังมันได้พํฒนาเหี้ยการเล่าเรื่องของมันไปไกลกว่า วรรณกรรมงานเขียนแล้ว
    พวกเหี้ยอย่างมึง....โปรดฟังกูอีกครั้ง
    ว่านี่แหละมันคือการพัฒนาและเติบโตอย่างแท้จริงของศิลปะ..........
    ไอ้ส้นเหี้ย....
    tradition&culture ในขนบกรรมมีไว้ให้พวกเหี้ยอย่างพวกมึงเรืยนรู้ ไม่ใช่ยึดติด เกาะติดเป็นแบบอย่าง
    มึงจะรู้เหี้ยอะไร.........
    พวกเหี้ยอย่างมึงเอาไปคิดดูก่อน
    ก่อนที่กูจะพูดเรื่อง post & deconstruction....ศิลปะร่วมสมัย และงานวรรณกรรม
    เดี๋ยวกูให้พวกมึงกินตันกูแน่...........
    กูให้พรพวกเหี้ยอย่างพวกมึงแค่นี้ก่อน....
    พวกมึงคงไม่ชอบเท่ากับให้ไก่เน่า..หรอก...ใช่ไหม
    >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
    >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
    The Imperfect love Return
    น่ะโว้ย
    มันอีกแล้วน่ะโว้ยคราวนี้กูตั้งใจจริงๆ สาด
    "เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 11" ของมูลนิธิหนังไทย เปิดรับหนังสั้นแล้ว
    กูจะรีเมค...ไอ้ยอดมนุษย์ขี้.....
    แปลงร่างเป็นขี้................
    ไอ้อ้นไม่อยู่แล้ว..............เหลือสุรวิทย์เป็นความหวังเดียว......
    กูให้มึงเป็นพระเอก
    เหี้ยเพื่อเหี้ย....ช่วยกูหน่อยน่ะโว้ย
    คราวนี้กูหวังสูงโว้ย............
    สุดท้ายของให้....สุรเหี้ยทุกตัว..เข้มแข็ง..
    เชื่อในความเหี้ย..และเส้นทางเหี้ย ..เหี้ย..ของตัวเองต่อไป
     
    ......
    สุดท้ายจริงๆ กูขอฝากคำพูดของพ่อกูอีกคน สุรเช่ .....นิตช์เช่ "ศิลปินและผู้ติตตามต้องหมั่นก้าวไปข้างหน้า"
    Artist and his followers must keep step", Human,All too Human กูอาจจะแปลได้เหี้ยหน่อย..เพราะต้องเปิดดิกนาน
    "การเปลี่ยนแปลงเพื่อยกระด้บเหี้ยสู่ความก้าวหน้าทางรูปแบบ
    ย่อมเป็นไปอย่างเหี้ยและเชื่องช้า เหี้ยสุดๆ
    หาเหี้ยเป็นเพราะศิลปินเหี้ยฝ่ายเดียว
    หากเป็นเพราะว่าผู้ชมกะผู้ฟังนั้นเหี้ยด้วยกัน...โดยผู้เสพจะต้องรู้ว่าขณะนั้นศิลปะมันก้าวเหี้ยไปถึงไหนแล้ว
    ไม่เช่นเหี้ยแล้ว...ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการที่ศิลปินเหี้ยๆ สร้างผลงานไว้ในระดับเพดานสูงชั้นเหี้ย
    แล้วผู้ชมเหี้ยต้องปีนป่ายขึ้นไปดูจะเกิดอย่างมหาเหี้ยเลย
    ซ้ำเหี้ยแล้วอาจผละจาก หนีหาย ลดระดับตัวเองลงอีก ถึงขั้นไม่เห็นรู้เหี้ยอะไรเลย อีกนี้มันไม่ใช่
    ศิลปินร่วมสมัยที่เหี้ยทั้งหลายต้องรับผิดชอบ
    เพราะว่าเมื่อใดที่ศิลปินไม่สามารถยกระดับจิตสำนึกฝูงชนเหี้ยได้
    นั่นยิ่งจะส่งผลเหี้ย และเสื่อมเหี้ย..สาด...แสด..มาก
    ยิ่งอัจฉริยะบุคคลรุดหน้า..เจริญความเหี้ยให้สูงส่งมากเพียงใด ก็จะไม่เป็นเหี้ยแล้ว แต่จะกลายเป็นพญาอินทรีย์ ที่กุมเหี้ยไว้ในอุ้มตีน
    หากพาเหี้ยบินสูงขึ้นสู่หลืบ กลีบเมฆ
    และถ้าไม่รับผิดชอย...ปล่อยเหี้ยลงมา
    นั้นแหละคือ หายนะ..ของเหี้ย"
    มึงจะเป็นอินทีรย์ หรือเหี้ยตกฟ้า หรือมึงจะบอกให้เหี้ยเดินเพ่นพ่าน ทำให้สังคมดีๆ กลายเป็นสังคมเหี้ยว่ะ
    ควยถอกอย่างพวกมึงคิดดู...
    .........................................................................................................
    แด่ "สุรเชต เพชรน้ำล้วน"
    สำหรับความมืดบอดของควายถอก ทางความคิด
    เชิงวรรณศิลป์ที่ตายแล้ว...ของมึง
    สลุดเหี้ยแด่ "ไดอะรี่เหี้ย...สีดำ...กับความทรงจำ..เหี้ย.เหี้ย...ที่หายสาปสูญไป...ควาย"........................
    ลดตัววิจารณ์ By สุรพงษ์ เพชรน้ำไหล
    ................
    เหี้ยตัวที่หนึ่ง.........วรรณศิลป์
    เหี้ยถอกวรรณศิลป์เรื่องห่าเหวนี้..มึงต้องวาง Position...มันก่อนไอ้ควาย........
    ประเด็นระดับการ commu เรื่องนี้มันทำให้คิดอยู่สองอย่าง...
    คือวรรณศิลป์ของเรื่องนี้ มันเป็นเหี้ยอะไรระหว่าง formal กับ Novel
    มึงจะให้มันเป็น ฮาร์ดคอร์ หรือฟอรแมลสามัญ หรือ ศัพท์แต่งเสริมเกินคนพูด
    ควาย..ถ้าใช้มั่ว มันจะกระโดดเหมือนที่เป็นอยู่
    มึงต้องจำใส่ขมองขี้เลื่อยของมึงว่า
    เรื่องของมึง ไม่ใช่งานทดลอง เป็นเรียล มึงจึงจะมาลูกผสมไม่ได้สาด
    ไอ้แสด....มันเลยไม่ชัดเจน มึงใช้บางทีก็คำพูดสามัญชนธรรมดา..แล้วบางช่วงมึงก็ใช้ศัพท์แสงสูงส่งเหี้ยบวกเข้าไป
    สรุปแล้วไอ้เหี้ยในเรื่องนี้มันไม่ใช่คนธรรมดา..มันมีการศึกษาอย่างเอกอุ..บางครั้งมันเผยอปากของมันออกมาเป็นกวี
    อันสวยงาม...สาด...เรื่องนี้มันมาจากพื้น เรียลลิสติกส์น่ะโว้ยไอ้สาด....word of formal of life
    อีกทีมึงรู้จักเปล่าควาย...........
    .....................
    เหี้ยตัวที่สอง.........fiction...กะ..realist
    เรื่องของมึง มีที่น่าชมอยู่..จุดเดียวเท่านั้น..ไอ้สาด..สำเหนียกไว้ด้วย
    ก่อนที่ลิ้นของมึงจะกลายเป็นสามแฉก...
    คือความเป็น fiction..ของพ่อที่เป็นใบ้..แล้วเขียนได้อะรี่
    ขอมอบเหี้ย..ไห้เอาไปย่างแดก..3 ตัว ไอ้ควายถอก
    ส่วนไอ้เหี้ยลูกชาย ที่สูญเสียความทรงจำ..ไอ้นี้เป็น เรียลลิสต์ ในเรื่อง ซึ่งข้อมูลมึงอ่อนด้อยมากไอ้สาด
    มึงไปศึกษาข้อมูลมาก่อน..ว่าคนสูญเสียความทรงจำเหี้ยนี้..มันมีกี่ระดับ..ไอ้สาด
    บางคนถึงขนาด...จำแนกตัวหนังสือไม่ออก..อาศัยการฟังเสียงวิเคราะห์จากจิตไต้สำนึก..และสํญชาติเหี้ย
    ไอ้นี้ไม่รู้มันสูญเสียความทรงจำระดับไหน..แม่ง อ่านหนังสือได้เอง โดยไม่ปวดหัว.......ควาย
    แต่พอได้ยินชื่อคน เสือกปวดหัว แถมยังรู้จักคำว่าตีท้ายครัวอีก
    กลับไปคิดน่ะโว้ย..ถ้าจะไห้คนอ่านอิน...
    และสัมผัสถึงกลิ่นไอความรัก..จากเรื่อง
    ...........................
    เหี้ยตัวที่สาม........มันไม่ร่วมสมัย
    อันนี้ไปคิดเอง..ทั้งคำ..การนำเสนอ..และประเด็นเรื่อง .เมื่อไหร่มึงจะสลัดคราบ น้ำชาติ
    และอนุสรณ์ ทิ้งไปจากตัวมึงได้...กลับไปอ่าน วินทร์ไป
    หรือไม่ก็ดูหนังของ เควนติน ทารันติโน่
    กูให้มึงสามตัวแค่นี้น่ะโว้ยสาด............
    มึงเจอกูอีกหน่อย
    สุรพงษ์ คนเก่า
     

    April 11

    แกมีภาพนี้รึเปล่า

     
    จำภาพนี้ได้เปล่า
    แกคงลืมไปแล้วมั่ง
    ........................................................................................................
    10 เมษายน

    แอบเหงา

    ขอบคุณว่ะ
    สำหรับพวกตัวกินไก่ และชอบลากไปกินในน้ำทั้งหลาย
    ถ้าช่วงนี้ผมไม่มีพวกมรึงคงลำบากว่ะ
     
    จาก Bangkok ถึง Forida
    จาก เมืองไทย ถึง อเมกา
    เจ้าชายน้อยเรียกสุนัขจิ้งจอก..ทราบแล้วเปลื่อน
     
    ความเง่าและความรู้สึกเก่าๆ ยังไม่หายไป
    การใช้ชีวิตลำพังที่ไม่คุ้นชิน...ลำบากว่ะแก
    ออยเป็นไง ... ข่าวคราวเงียบหายไป......
    เห็นชะแว้บมาเม้นท์.. สองครั้งแล้วหายไป
     
    รัก และ คิดถึง นายว่ะ
    เมื่อคืนเอาไดอารี้เล่มเก่า สมัยออกค่ายอาสาบ้านโปร่ง ชัยภูมิ เมื่อ 4 ปีก่อนมาอ่าน
    ตอนที่ลมหนาวเดือนพฤศจิกายังพัด ตอนที่ฉันยังแอบปล่อยหนูไปกัดมือแก
    แกไปเกี่ยวข้าวช่วยชาวบ้าน และโดนหนูกัดนิ้ว
    ฉันละโคตรขำแกเลยว่ะ ฉันอยากทำแผลให้แกมากตอนนั้น
    แต่ฉันก็กลัวแกถีบออกมา เพราะตอนนั้นแกไว้ผมสั้น เหมือนทอมบอย
    ตอนนั้นฉันก็ตกหลุมรักแกแล้ว ที่หลังห้องน้ำ
    เพราะรุ่นพี่ไล่ให้ฉันทาสีห้องน้ำ
    จำได้เปล่า
    มันผ่านไป 4 ปี แล้ว
    จำแกจบปริญญาตรี ต่อโท แล้วไปเมืองนอก
    ฉันสิยังเรียนไม่จบปริญญาตรีเลย
    เซ็งว่ะ
     
    ฉันเผลอหลับไปที่ชานบ้าน
    แล้วยุงห้ามฉันทั้งๆ ที่หลับ
    มันกัดฉันเป็นตะปุ่มตะป่ำ
    กว่าฉันจะรู้ตัวอีกทีก็ตีสามกว่าจะกลับเข้าไปนอนในห้องได้
    แมนยูก็ยิงโรม่า ไป 6 ต่อ 0 แล้ว
    ดูจนจบ7 - 1 ก็จะตี 4 แล้วนอนไม่หลีบ
    ก็เลยหอบพัดลมมาตรงชานบ้านเหมือนเดิม
    ดูดวงจันทร ไอ้กิไปตากแล้วเลยอยู่คนเดียว
     
    วันนี้ออกจากห้องแต่เช้าเพราะต้องเอาวีดีโอไปให้พี่บุญมีที่ actionaid
    มาออนเอ็มเจอแก..แกก้คุยนิดเดียวแล้วหายไป
    หมายความว่าไง
     
    รักว่ะ..........สุรพงษ์  คนเก่า
    April 10

    แด่ตัวกินไก่ (เหี้ย) สุรวิทย์

    SURAPONGMAN >> มือปราบอาระบาน 

    เด็กหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาดี เขียนคำนี้ขึ้นมามีคนค้านเยอะเหมือนกัน ชีวิตเต็มไปด้วยมุขตลก อารมณ์ดีบางคนบอกว่าหน้าตาของเขาคล้าย สอง(พาราด็อกซ์)แต่เขาเองบอกว่าเขา บ้าน..บ้าน กว่าเราจะพาทุกคนไปรู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้ ธีระพงษ์ เงินถม

    คุณล้างตีนยังครับ

    อะไรนี่มึง เห็นหน้ากูแทนที่จะถามสาระทุกข์สุกดิบ กลับมาถามอย่างนี้

     งั้นคุณสบายดีมั้ย? แต่มึงไปล้างตีนก่อนไป

    สาด..........

    เขาใช้ชีวิตแบบนอกคอกมาตลอด ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ และมีชีวิตที่ค่อนข้างโลดโผน เป็นบุคคลตามตัวยากคนหนึ่ง แต่ถ้ามี "วงเล่า(เหล้า)"เมื่อไหร่ก็จะโผล่มาเหมือนจุดธูปไปบอก

    เอาเป็นว่ามารู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้ดีกว่า ผู้ชายที่มาจากดาวศุกร์ (สุข) กับบทสัมภาษณ์ที่ดูไม่มีสาระ ช่วยกันนับว่าทั้งบทสัมภาษณ์เขาพูดคำว่าห่าเหวกี่ครั้ง?

     

    อะไรที่นอกคอกที่สุด?

    ควาย! (เขาเอ่ยพลางหันหน้ามาทางผม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนด่า) เอ้ย! ไม่ใช่คน หมายถึงคน คนนี่แหละนอกคอกที่สุดแล้ว แหกกฎธรรมชาติ สร้างกฎนั้นกฎนี้ แบ่งชนชั้น แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ดิ้นรนขวนขวาย ไม่ใช่ควายครับควายรักจริง คิดยังไงแสดงออกอย่างนั้น มันซื่อแต่คนเรียกโง่(เขาหันมาทางผมอีกแล้ว)

    ผมเห็นหนังสือทำมือของเขาสองสามเล่ม เขียนแต่เรื่องควาย เรื่องกิ้งกือไส้เดือน โดยเฉพาะเรื่องควาย "เพียงควายเคลื่อนไหว"คือชื่อหนังสือของเขา นั่นเป็นการยืนยันถ้อยคำข้างต้นอย่างดี

          

    เพียงควายเคลื่อนไหว นำเสนออะไร?

    คือเราพยายามทำให้วัยรุ่นได้ฉุกคิด เข้าใจยุคสมัย เข้าใจจุดที่ตัวเองกำลังยืนอยู่ คิดว่าวัยรุ่นมันเป็นวัยที่มีพลังเปิดประตูยุคใหม่จากสังคมที่มีแต่ทางตัน ซึ่งไม่สามารถเดินไปทางไหนได้แล้ว มันพึ่งใครไม่ได้แล้ว แม่งมั่วหลายอย่างเลยทุกวันนี้ ทั้งไลฟ์สไตล์ที่ทำหลอกพวกเราจากห่าเหวสินค้ากะโฆษณา การศึกษาแบบบ้าน...บ้านสร้างความคิดนิยมเสรีทุนแบบสุดตีน สถานการณ์บ้านเมืองที่แตกขั้วความคิดและฐานอำนาจ วาทกรรมมายาคติอีกร้อยแปดพันประการ ถ้าวัยรุ่นเติบโตกับวิธีคิดแบบมั่ว สังคมแบบมั่ว เป็นผู้ใหญ่มั่ว แม่งทุกอย่างมั่วไปหมด

    เพียงควายเคลื่อนไหว ก็เลยเป็นหนังสือประมาณว่าจุดต่อมซื่อบื้อของเราชาววัยรุ่น ในการตั้งคำถามต่อสังคมสมัยใหม่และทิศทางกระแสหลักที่ถูกป้อนให้  และมองหาทางออกด้วยตัวเอง ย้ำด้วยตัวเองประมาณปฏิวัติวัฒนธรรมสมัยใหม่ด้วยมือเฮา  มันไม่มีคำตอบให้ในเพียงควายเคลื่อนไหว มันมีแต่การชวนก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างให้ความสำคัญ ดูมีสาระไม่หล่ะ ฮ่า...แนว..สาด....แม่ง...เชี้ย

     

    แล้วธุรกิจหนังสือ 'ร้านลอดช่องใบเตย'ที่คุณเคยลงทุนเจ๊งไม่เป็นท่า?

    โอ้สาด....แม่ง..ไม่หล่อแล้วยังถามคำถามบ้าน..บ้าน..กับกรูอีก คืออันตัวผมถ้าพูดแล้วมันเรื่องมันยาว มัน เอ๋ทำไมต้องมันบ่อยจัง ฮ่า...ฮ่ะๆ... ไม่ตลกเหรอ คำถามนี้ข้าพเจ้านะครับพี่ ขอตอบเป็นสองประเด็นน่ะโว้ย เดี๋ยวเขาจะว่าไม่มีความคิด เพราะดูจากสารรูปแล้วหลายคนบอกว่าบ้า ซีเรียสหน่อยน่ะครับท่านผู้ชมและท่านผู้อ่าน

     

    คุณครับช่วยตอบดีๆ หน่อยครับ

    อย่าเทคซีเรียสซีครับ ประเด็นแรกที่กรู กระผม..ข้าพเจ้า..จะใช้อะไรดี

     

    มึงจะใช้อะไรก็ใช้ไปเหอะคราย

    ครับประเด็นแรก เริ่มที่ว่าได้ยินได้ฟังได้อ่าน ไอ้เรื่องด้านลบการพัฒนาสังคมอย่างสุดโต่งแบบประเทศอุตสาหกรรม ทุนนิยมเสรี บริโภค และนิยมวัตถุหลายแหล่ ว่ามันทำให้สังคมเราวุ่นวาย เกิดการรุกรานข้ามชาติ การก่อการร้าย เป็นสาเหตุช่องว่างอันมโหฬารระหว่างคนจนคนรวย ประเทศยากจนกับประเทศมหาอำนาจ  คือตอนแรกไม่ได้เชื่อไม่ได้อินเท่าไหร่หรอก แต่พอไปเห็นกับตาตัวเองก็เข้าใจ ไปภาคใต้หรือมีครั้งหนึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลย คือไปฮ่องกง พอมันงานประชุม WTO คิดมันก็เลยไปเข้าร่วมขบวนประท้วงการประชุม WTO ที่ฮ่องกง ได้เห็นคนจนเมืองของฮ่องกง  ได้เห็นลูกชาวนาเกาหลี ได้คุย เห็นพลังแล้วได้มา มันเกิดคำถาม เฮ้ย..มึงเดือดร้อนมึงลำบาก ถึงต้องมาต่อสู้ขนาดจะเป็นจะตาย โดนตำรวจทุบ โดนแก็สน้ำตา มันไม่หนีกันแต่วิ่งเข้าสู้ กรีดเลือดหน้าสถานทูต อะไรอย่างนี้ ครั้งนั้นผมอยู่ในขบวนด้วย ผมกลัวจนขนลุกวิ่งหนีเข้ามาซุกอยู่ซอกตึก ผมว่าครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนกับความคิดต่อระบบทุนนิยมเสรี กะประชาธิปไตยเลยครับ

     

    มันไม่เกี่ยวกับคำถามที่ถามเรื่องหนังสือเลยพี่  เอาเป็นว่าไม่ตอบไม่เป็นไร อยากคุยอะไรมึงคุย

    อย่าหาว่าผมโรคจิต คิดมากเลยครับ อะไรก็โทษทุนนิยม โทษบริโภคนิยม ในส่วนตัวผมเองมันลำบากเหมือนกันน่ะครับที่จะต้องวิ่งวุ่น หาเงินหาทุนมาบริโภคสินค้ามาซื้อบริการในแต่ละวัน ในฐานะนักศึกษาหนุ่มหน้าตาดีแต่ฐานะบ้านๆ  ผมก็เลยศึกษาวิธีคิดของทุนและวิธีคิดแบบพฤติกรรมการบริโภค และพยายามใช้ชีวิตอีกแบบ เพื่อให้มันเข้ากับเมืองกรุงเทพฯ  มันไม่ใช่ชีวิตแบบพอเพียงนะครับ  ผมไม่ชอบคำนี้เลย ผมเรียกชีวิตแบบสมดุลดีกว่า

     

    ช่วยขยายความหน่อยครับ

    คือในความคิดของความเท่าเทียมในระบบทุนและเสรีการบริโภคมันไม่มีจริงหรอกครับผม ง่ายๆ คือขนาดเรานั่งติดกันอยู่ใกล้ๆกับเพื่อน เราสู่ลมหายใจเข้าพร้อมกัน อากาศที่รับเข้าไปมันก็คนละอย่างและไม่เท่ากัน เรื่องอื่นๆ อีกที่ เรื่องความเท่าเทียมของวิถีชีวิตด้วยการกระจายแนวคิด สินค้า เทคโนโลยี การบริโถค ของระบบทุนเสรีจึงเป็นหลุมพรางชัวร์ กรุงเทพฯ ก็จะวิ่งตาม นิวยอร์ก-ลอนเดิ้น-เเพรีส-ฮ่องกง ต่างจังหวัดใหญ่ก็วิ่งตามกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดเล็กก็วิ่งตามหัวเมืองใหญ่ วัยรุ่นก็วิ่งตามดารา นักร้อง แต่งตัวดีแต่ในหัวและการใช้ชีวิตบ้านๆ ชิบหายกันละครับคราวนี้ ประเด็นความสมดุลก็คือ การมองดูรากของตัวเองดูวัฒนธรรม ดูภูมิปัญญา ความเชื่อ และก็มองดู Globalize ปรับใช้ปรับพัฒนา ก้าวไปแบบตัวเองไม่เดือดร้อนก้าวไปพร้อมกันอย่างมีความสุข การใช้ชีวิตก็มองดูตัวเอง เข้าใจตัวเองก่อน และเข้าใจกระแสข้างนอกแล้วนำมาใช้ในทิศทางตัวเอง ชีวิตในเมืองทุนและการบริโภคเราทำให้มันสมดุลได้

     

    คุณมี lifestyle ยังไง?

    lifestyle ชีวิตผมเหรอ มันเป็น lifestyle ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ Lifestyle is what you pay for น่ะครับ เห็นผมอย่างนี้ผมมีความคิดน่ะครับ คิดแบบก้าวหน้า คิดแบบล้วน..ล้วน ผมจึงเป็นห่วงเพื่อนๆ วัยรุ่นด้วยกันบางคนที่ยังตกหลุมพรางของไอ้ lifestyle มันเจ็บปวดครับมันถูกสร้างขึ้นให้ระบบการบริโภคแบบทุน และเราวัยรุ่นในยุคสมัยใหม่แบบแนวบริโภค ก็เชื่องเหลือเกิน คิดว่าการแต่งกาย การบริโภค การใช้สินค้ามันแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง แสดงภาพลักษณ์อันเท่ อันแนว อันอิน อันล้ำ พูดแล้วยาวอีกแล้วครับ เจ็บปวดด้วย

    lifestyle ชีวิตผมเหรอลืมไปเลยครับ คือผมเรียกมันว่าเป็น Experimental lifestyle ผมดีใจที่ใครเรียกผมว่าเด็กแนว แต่ไม่ใช่แนวบ้านๆ แค่การแต่งตัวทั่วไปน่ะครับ ผมมักจะตอบว่า แนวครับพี่ผมเด็กแนว  Experimental แนวอะไรว่ะ แนวทดลองครับพี่ มันเจ๋งไหมครับ นี่พี่จะไม่ถามผมต่อเหรอครับว่า แนวทดลองมันยังไง ถ้าให้พูดต่อ คำตอบนี้มันจะยาวเกินไป

    ผมพยักหน้าอยากรู้ ในใจอยากรู้ว่าตกลงไอ้นี่มันสัตว์ทดลองหลุดออกมาจากห้องแล็ปหรือเปล่า?

     

    ทดลองยังไง?

    ครับมันคือการใช้ชีวิตแบบทดลองไปเรื่อยและหลายแบบ แต่ไม่ใช่จับฉ่ายสุรุ่ยสุร่ายน่ะครับ ทุกอย่างที่ทำที่เป็นผมสามารถอธิบายและให้คำตอบกับชีวิตผมได้หมด คือว่าผมกลัวน่ะครับ กลัวชีวิตที่สำเร็จรูป อะไรก็สำเร็จรูป เหมือนสินค้าสำเร็จรูป เมื่อเราสำเร็จรูปไปเรื่อยมันทำให้พลังแห่งความฝัน จินตนาการของวัยรุ่นหมดไป อันนี้ผมไม่ได้คิดเอาเองน่ะครับ ผมมีฐานความคิดรับรองคำพูดประโยคตะกี้ของผมอยู่ ถ้าพูดไปเดี๋ยวมันจะยาวอีก ประมาณว่าอะไรก็สำเร็จรูปจนทำให้คนเมืองเรามีนิสัยง่ายๆ มักง่าย ถึงนิ่งเฉย ถึงขนาดมองปัญหาสังคมและปัญหาเพื่อนร่วมสังคมไม่ใช่เรื่องของกู

    เมื่อตอนปีใหม่มีระเบิดในกรุงเทพฯ แล้วผมเข้าไปอ่านกระทู้ ความคิดเห็น ในเว็ปต่างๆ คืออ่านแล้วเจ็บปวด มีการแสดงความคิดเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าฝ่ายนั้นทำ ฝ่ายนี้ทำ โยนไปถึงพี่น้องภาคใต้อีก โอ้จอร์ช! มันเจ็บปวดครับที่ใครๆ ไม่เคยคิดว่ามันเป็นความผิดของตัวเองด้วย พฤติกรรมการนิ่งเฉยนี้มันมาจากอะไรๆ ก็สำเร็จรูป และก็ Express ของคนเมือง ผมว่ามันอันตราย ที่พูดอย่างนี้มีฐานความคิดรับรองนะครับ อยากฟังไหมครับ

     

    ชีวิตแนวทดลองคุณยังไม่ได้พูดขยายความเลยครับ

    ใช่แล้วครับ ลืมไป คือแบบว่าช่วงหลังเราพูดกันสุภาพมากขึ้น ไม่มีสาด ไม่มีแม่ง ไม่มีเชี้ย มันเลยหลงประเด็น ประมาณว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ฮ่ะ..ฮ่า

     

    แล้วเรื่องชีวิตทดลองละ?

    ครับ..ครับ..พูดแล้วครับพี่ ทำไมต้องขู่ด้วย คือทดลองมันหลายอย่างครับ ทำหลายๆอย่าง ทำโน่นทำนี่ แต่ทุกอย่างที่ทำผมมีคำตอบให้ชีวิตนะครับ ยกตัวอย่างตอนนี้ไว้ผมทรงเดรดร็อคนี้เพราะศรัทธาตัวคุณ บ็อบ มาร์เลย์ น่ะครับ กับกลุ่ม ราสต้า คือ ราสต้าฟารี(Rastafari) กลุ่มปรัชญากะศาสนาบวกการเมืองเข้าไปอีกของชาวผิวดำ ที่ต้องการปลดปล่อยคนผิวดำจากการกดขี่ของคนผิวขาว ดังนั้นนะครับเดรดร็อคบนหนังหัวของผม จึงบ่อแม่นแฟชั่นทำแล้วเท่ทำแล้วแนวทำแล้วหล่อครับ แต่มันเป็นสัญญะแห่งความเคารพศรัทธาและให้เกียรติ ต่อสันติภาพกับเพื่อนมนุษย์ผิวดำ และตัวพี่บ็อบในด้านชีวิตส่วนตัวก็เท่ด้วย เนื้อเพลงที่เกี่ยวกับคนยากจนกับคนด้อยโอกาสก็แนวด้วย

     

    เกี่ยวกับการแต่งตัวของคุณไหม?

    กางเกงขาเดฟรัดตูดและรัดไข่แนวพังค์ (punk) แบบทรมานใจแม่ของผม มันก็ไม่ใช่แค่แฟชั่นใส่แล้วเป็นตัวของตัวเองนะครับ แต่ผมชอบรากเหง้าของพังค์ตรงที่เป็นขบถ ประท้วง ต่อต้าน ขนบธรรมเนียมประเพณีนิยมในกระแสหลัก

    สมัยต้น 70 ที่อังกฤษหนุ่มสาวผู้ใช้แรงงานใช้สไตล์พังค์เพื่อเรียกร้องสิทธิของพวกเขา ที่ผมใส่เพื่อประชดวัฒนธรรมกระแสหลักไทย ผมพูดจริงอย่าหัวเราะสิครับ คุณพี่ดูสิหน้าของผมสิ เอาจริงแค่ไหน ที่ผมไม่พูดประเด็นความเป็นไทยเพราะ ผมหารากตัวเองไม่เจอ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมหนึ่งเดียวของเราบ้าบอคอแตกอะไรกัน ผมกลับไปศึกษาเห็นความสับสนความมั่วหลายอย่างของรัฐชาติ ชาติไหนชาติไทยนี้แหละ มาว่าวัยรุ่นไม่มีราก รับวัฒนธรรมตะวันตก ก็กูไม่มีรากจริงๆ อันไหนหล่ะ ประวัติศาสตร์ปิดกันมั่วไม่เคารพความหลากหลาย ประเพณี

    ประดิษฐ์ให้เกิดความนิยม แล้วใส่ความหมายและคุณค่าเอาเอง แล้วอันไหนรากของเรา รากสาดปลอมๆ แม่งอย่าให้ผมพูดต่อเลยครับมันจะยาว

     

     เรื่องสินค้ามือสอง เครื่องแต่งกายของคุณละครับ ผมได้ยินว่าบางทีคุณจิ๊กของเพื่อนมา

    ขอแก้ข่าว! ครับ ผมไม่ได้จิ๊กของเพื่อนมาน่ะครับ เช่นเป้อันล่าสุดที่ใช้อยู่นี้มันเป็นของเพื่อนครับ คือเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันแล้ว เขาไม่ใช้แล้วนะครับ ผมเลยไปขอบริจาคจากเขามา ให้เขาได้เรียนรู้เรื่องการให้(ผมแอบคิดในใจฟังดูดีจังว่ะ)เมื่อคุณเลิกใช้เพราะเบื่อมันไม่ใช้ ไม่ได้พูดเวอร์นะครับ

    และเรื่องสินค้ามือสองที่ใช้พวกรองเท้า เสื้อผ้า แว่นตา หมวกอะไรนี้ไม่ใช่อย่างทำตัวเซอร์นะครับ มันเป็นกระบวนการทำลายมูลค่าเพิ่มของราคาสินค้า ในบรรดาพวกสินค้าแฟชั่นกับพวก  แบรนด์เนมดัง ผมซื้อสินค้ามือสองแล้วใช้ประโยชน์นะครับ ไม่ใช้ซื้อมาทิ้งขว้างผมมีดีไซน์รู้จักซื้อรู้จักใช้ใส่แล้วดูดีมั่น

     ตอนนี้ทำอะไรอยู่?

    ตอนนี้ก็ทำพวกหนังสั้น งานวีดีโอ หนังสือทำมือ ถ่ายภาพ เรียนมหาลัย ทุกสิ่งที่ทำมีคำตอบให้ตัวเอง ผมไม่อยากให้ใครรักผมเลย ผมไม่อยากดัง ผมกลัวแนวคิดเรื่องซัมบอดี้การมีตัวตน มีชื่อเสียงในยุคนี้มาก ผมไม่อยากเป็นวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่ตกหลุมซัมบอดี้ มาสัมภาษณ์นี้เพื่อแสดงแนวคิดความคิดเห็น แต่พี่เขาใช้กำลังบังคับให้ผมถ่ายรูป พอบอกให้พี่เขาถ่ายหนังหัวผม ถ่ายนิ้วมือผม ถ่ายหู ถ่ายส้นตีนผม เป็นภาพประกอบแต่พี่เขาไม่ยอม เขาถ่ายตัวถ่ายหน้ายังไงก็ถ้าเอาไปลงก็อย่าให้ดูออกเป็นผมแล้วกัน เจ็บปวดซัมบอดงซัมบอดี้ห่าเหว"

     คุณมีอนาคตมั้ย? ไม่สิ มึงวางแผนอนาคตไว้ยังไง

    อนาคตหรือครับ คือว่าผมไม่เชื่อเรื่องชีวิตสำเร็จรูป ไม่มีอุดมคติ ไม่มีเป้าหมาย ผมเชื่อเรื่องการก้าวไปที่ละก้าวและใส่ใจกับก้าวที่ก้าวไป ก้าวไปด้วยกัน ถ้าไม่ดีก็ปรับเปลี่ยน สุขก็สุข ทุกอย่างที่ทำมีคำตอบให้ตัวเองได้ รับรองว่าสำหรับผมไม่มีคำว่าเสียใจกับสิ่งทำไป เพราะผมได้ใส่ใจลงไปกับสิ่งที่ผมทำแต่ละอย่าง

    ..............................................................

    รู้สึกดีที่บทสนทนาจบลงได้ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้บทสนทนานอกคอกนอกกรอบ และขนบของการสัมภาษณ์ถูกขีดกว้างไปอีก มันเลยออกมาเป็นเช่นนี้แหละ....เจ็บปวดมั้ยครับ

    ปัจจุบันธีระพงษ์ เงินถม แวะเวียนมาสร้างเสียงหัวเราะ และมีงานที่รับผิดชอบในนิตยสาร CMYK ในชื่ออย่างเท่ว่าสุรพงษ์ เพชรน้ำล้วน และสุรพงษ์ เพชรน้ำไหล ตามแต่อารมณ์แนวๆแมวๆ ของมัน นอกจากนี้ยังมีโครงการทำหนังสือทำมือ และงานทดลองอีกหลายแขนง แล้วแต่ชีวิตของเขาจะเคลื่อนไป เหมือนน้ำไหลที่มันล้วนๆ เห้อ...

    .............................................................................................

     

    April 08

    ต่อ ชีวิต เหงา อีกวัน

    เวลา 2.10 นาทีแล้ว
    กลับมานั่นหน้าคอม
     
    เชื่อไหมนายสุรออย
    ว่าแต่ก่อนกลับมานอนเลย
    หรือไม่ก็ทำอย่างอื่น
     
    รับปากว่าจะไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า แต่กินเบียร์น้อยลง
    วันนี้ไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้าน่ะ
    แต่กินเบียร์อีกแล้วว่ะ กินมาราธอนทั้งเดือน ก็ตั้งแต่ที่นายไป
    มันมีทางเดียวที่แก้เหงาได้คือเจอเพื่อน..พูดคุย..ดริ้ง
    ชวนใครดูหนังก็ไม่ดูด้วย
    เลยดูแม่งมันคนเดียวเลย
    แต่วันนี้กินน้อยเมาน้อย
    ไม่งั้นไม่ได้กลับมาออนเอ็มข้ามโลกกะแกหรอก
    อัพสเปชด้วย
     
    ขออนุญาติพูดคำเดิมน่ะ "รักว่ะ" "คิดถึง"
    แบบเต็มที่สุดๆ
    ผู้ชายเหี้ยๆ สราดๆ ขอบอกน่ะว่า รักใครรักจริง
     
    ถึงเจ็บปวดก็ไม่แคร์หรอก เรามันเหี้ยซะอย่าง
    วันนี้ Meeting กอง Cmyk Magazine ที่ร้านสาวรีย์ สถานี BTS ราชเทวี
    พอดีร้านนี้ เรายังไม่เคยไปด้วยกัน จำคืนนั้นได้ไหมที่เดี๋ยวโทรตาม
    ให้เราพานายไปกินกันที่นั้น
    ถ้าเราพานายไป ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ไปแล้วต้องเจ็บปวดแน่ เพราะเดี๋ยวภาพนายก็จะผลุบขึ้นมา
     
    หลายคนในภาพ...ดูเอาเอง......
    ใครเป็นใคร
    มั้งก็ไปเป็น นักข่าวมติชน
    แจ็คไปเป็นช่างภาพอัมรินทร์ ควบนิตยสาร NG national geograffic กะ ROOM
    ตั๊กก็ไปทำ Motrolife บรรเทิงที่ผู้จัดการ
    ใครเป็นใครนายดูเอาเอง
    จุ๋ม กะ ป่าน ยังทำ Cmyk ต่อ
    เดี๋ยว กะ วิทย์ ทำ ปาจา ต่อ
    พี่หนุ่ย กะ น้องแอ๋ม ถามถึงนายว่ะ แต่เราก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร
    ถ้านายอยู่กะเรา คงจะได้ทำหนังกันสักเรื่องแล้วมั่ง
     
    คุยเสร็จก็กินข้าว
    แล้วดริ้งต่อ
    สัญญาแล้ววันไม่สูบก็ไม่สูบจริงๆ วันนี้
    มาต่อที่ร้าน ช.ประธุมทอง หน้าพระลาน ตรงนี้แหละเจ็บปวด
    นั่งตรงมุมร้านที่เราเคยนั่งเลย
    กินเสร็จเดินกลับ
    เส้นศิลปกร........เส้นเดิมเลย....คิดถึงนายว่ะ
     
    ร้านหน้าพระลาน ร้านชอ จำได้ไหม สองร้านนี้
    เรามากะเพื่อนเราก็กินแบบอาบ นายก็จะห้ามหยิกเราตลอด
    วันไหนมากันสองคน นายก็กินข้าวไป เรากินเบียร์ไป น่ารักออก
    น่ารักออกความแตกต่างที่นายชอบอ้าง
     
    คำถามที่ว่าเรากะนาย "ใครรักใครก่อน"
    นายน่ะโว้ยรักเราก่อน
    เจอกันครั้งแรกที่จตุจักร
    นายเป็นคนยิ้มให้เราก่อน...นายพูดมากจนเรารำคาญและเดินหนีนายมา
     
    ทิ้งกันไปแบบนี้
    เจ็บปวดน่ะโว้ย
    หวังว่าจะแวะมาอ่านน่ะ
    แอบเอาพลาสเวิร์ดนายไปไซน์อัพสเปชให้
    ส่งรูปตอนอกหักมาให้ดูด้วย
    ยืนยันคำเก่า
    "รัก"
     
    ปล.
    ......................................
    ไอ้ไข่ย้อย........มันบอกเพื่อนของมันว่า
    "เอ็งจะรู้เหี้ยอะไร....มันไม่ค่อยอาบน้ำน่ะโว้ย"
    ไอ้ไข่ย้อย......มันน่ะแหละที่..ไม่อาบน้ำ
    .................................................
     

    ไม่รู้จะเป็นแบบนี้อีกนานไหม

    ชีวิตแต่ก่อน
    มันมีแค่นายกะเรา
    ไปด้วยกันทุกๆที่
     
    ไอ้บ้า.......รักน่ะ
    คิดถึง....................วันที่จับมือกันวันสุดท้ายจำแทบไม่ได้
    เราไม่เคยรู้สึก...และไม่อยากรู้สึกแบบนี้เลยว่ะ
    เราไม่ใช่ผู้ชายงี่เง่า พร่ำเพรื่อความรู้สึกหรอกน่ะ...ชีวิตหมุนไปแบบเงียบๆ
    ไม่รู้จะเป็นแบบนี้อีกนานเท่าไร
     
    เรี่องเรียน...ลงซัมเมอร์ตัวหนึ่ง
    เรื่องงาน.....เมษา ทำ Artwork Morgan Book ฉบับภาษาไทย&อังกฤษ
                   มีงานใหม่เข้ามา โปสเตอร์ 15 แผ่น Women Rights ของพี่ตุ้ม
                   ส่วน Artwork หนังของ Bio อันนี่เราไม่แน่ใจ เพราะเรายังไม่ได้รับปากพี่เขา
                   เพราะพี่ๆ อาร์ตไดที่นั้นใช้ Mac แต่ตอนนี้เราไม่ได้ใช้ mac แล้ว
                   เป็นฟรีแลน หมดน่ะ เราไม่ทำประจำ
    เรื่องงานเรา...เราว่าจะพิมพ์หนังสือเล่มแรกของเราคือ "PoMo น่ะโว้ย"
                    ตอนนี้ทำอาร์ตเวิร์คเสร็จแล้ว บุ้ฟอยู่ตอนนี้
                    ยังเขียน เรื่องสั้น วาดภาพลำบากอยู่ตอนนี้
    เราแคนเซิลงาน..cmyk..กะ ปาจารยสาร ..... เพราะเราอยากทำงานเรา
                   แต่เรายังวนเวียน เป็นเพื่อน ให้คำปรึกษา ทำงานหนังสือด้วยกันอยู่
                   เดินหน้าเพื่อสร้างทิศทางและการเปลี่ยนแปลง งานวรรณกรรม กะศิลปร่วมสมัยเมืองไทยต่อไป
     
    ออย...คิดถึงแก่ว่ะ
    ถ้าอยู่เมืองไทยวันนี้นายคงได้เดินท่าช้าง..ท่าพระจันทร์กะเราแน่นอน
    วันนี้เดินตอนเช้าคนบางตา...ตอนเย็นยิ่งเหงา...แบบร่วมสมัยเลยว่ะ
    วันนี้เรามีปาร์ตี้เหมือนกัน เพื่อนกอง cmyk นัดคุยกัน เรื่องหนังสือและทิศทาง Cmyk
    เราก็ไปเจอเพื่อนๆ และแนะนำ เรื่องอาร์ตด้วย
    มีมั้ง วิทย์ จุ๋ม ป่าน และหลายคนในรูปดูเอาเอง
     
    แต่ก่อนน่ะ เราเดินจากศิลปกรมาหานายที่ธรรมศาสตร์
    และก็เดินจากธรรมศาสตร์มาสนามหลวง
    วันนี้สนามหลวงถึงคนจะเยอะ
    แต่ก็เหงาสำหรับเราว่ะ ส่งปก cmyk เฉพาะปกหน้าน่ะ ปกหลังเอาไว้วันหลัง
    ส่วนปกปาจาเอาไว้วันหน้า
     
    อย่าทึ้งเราไปนานน่ะแก
    ไม่มีผู้ชายเหี้ยๆ แบบเราเหลือไว้ให้รักแล้วน่ะ
    เราไม่ลืมแกง่ายๆ หรอกว่ะ
    ถ้ามันเป็นแบบนี้
              
                 
    April 07

    ไม่มีนายแล้วเหงาจริงๆ ว่ะ วันนี้Bangkokฝนตกด้วย

    บางทีมันเป็นเพราะกรุงเทพ มันเหงาอยู่แล้วรึเปล่าว่ะ
    วันนี้ฝนตกหน้าร้อนที่กรุงเทพด้วย
    ตังแต่นายจากเราไป
    เราเหงาว่ะ
    เพื่อนก็ไม่ค่อยมี
    เรามีไม่ทำ Artwork ปาจา แล้วน่ะ
    ไม่ทำ Artwork กะ Fashion CMYK ด้วย
    เรียนยังไม่จบน่ะ
    ต้องลงซัมเมอร์ตัวหนึ่ง
    แต่ยังไม่ได้ลงเลย...ลงทะเบียนช้า
    ช่วยนี้เราขี้เกียจ
    อยากทำงานหน่อยลง เราว่าจะพักสักเดือนสองเดือน
    ทำหนังสือตัวเอง ทำหนังสั้น ทำวีดีโอ
     
    เราอยากเรียน Film เพิ่มว่ะ
    ว่าจะเรียน กราฟฟิคดีไซน์ กะ แฟชั่นดีไซน์
    ที่ ราฟฟ้า สาขาเมืองไทย ตรงโรบินสันสีลม เรียนเป็นภาษาอังกฤษว่ะแก
    เข้าบอกว่า สาขาที่ฮ่องกงราคาครึ่งหนึ่งเมืองไทย มันอยู่ข้างบ้านที่เราไปอยู่ที่ฮ่องกงเลย
    ที่นี่ดีน่ะ สอนระดับอินเตอร์ มีดีไซเนอร์ ดังๆหลายคนเรียนที่นี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติเรียนกัน
    คนไทยจะเป็นพวก ทำงานแล้ว พวกทำโฆษณา production house
    รอมาเรียนด้วยว่ะ ถ้ากลับมาเมืองไทย
     
    ช่วงเดือนแรกที่นายไปเรากินเบียร์เมาทุกเย็นเลยรู้เปล่า
    แต่ตอนนี้เราคิดว่า
    จะกินน้อยลง ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า กินเบียร์น้อยลง
    ตอนไหนอยู่คนเดียวแล้วมันคิดถึงนายทุกที่
    กลัวการอยู่คนเดียว
     
    จะซ่อมใจให้เข้มแข้งสักหน่อย..รอวันนายกลับมาแล้วกัน
    กลับมาแวะหาเราด้วยว่ะ
    ที่อเมกาคงหนาวมากใช่ไหม
    เป็นยังไงบ้าง...สบายดีไหม..ทำตามความตั้งใจบ้างรึยัง
    คิดถึงว่ะ รักนายว่ะ
    นายเป็นเหมือนเดิมใช่ไหม...วันนี้ไปจตุจักรจำพี่จิตรกะพี่ฟุ้งได้ไหม...จำลอดช่องใบเตยได้ไหม
    วันนี้นั่งกินคนเดียว 4 ชาม เรากิน 2 ชามเผื่อนายอีก 2 ชาม
     
    เขียนจดหมายหาแกทุกวันเลยว่ะ
    โปสการ์ดด้วย
     
    ไปล่ะ
    สุรพงษ์ เพชรน้ำไหล

    แด่ไอ้เหี้ยอ้น........ไปดี.....สราด

    ไอ้เหี้ยนี้ก็ไปอีกรายซะแล้ว
              สรุปแล้วกูจะไม่เหลือเพื่อนในเมืองไทยเลยรึว่ะ
              แด่มึงไอ้ครวยอ้น
              กูไปกินเบียร์เลี้ยงส่งมึงได้
              แต่กรูไม่ไปส่งมึงขึ้นเครื่องน่ะสราด
              เพื่อเป็นของขวัญอันพิเศษแด่มรึงจากกู
              ถ้ามึงกลับจากอังกฤษมาเมืองไทยอีกครั้ง
              กูจะรีเมค หนังสั้น "The imperfect love"
              กับหนังสือ "Pomo น่ะโว้ย"
              ให้เป็น Masterpise art สำหรับเมืองไทยเลยว่ะ
              กูขี้เกียจเรียนแล้วว่ะ
              เหลืออยู่ตัวเดียวแท้ๆ
              ไม่จบสักที
              กูอยากเก็บตังค์ กะว่าจะไปเรียน Film ต่อที่อังกฤษ
              กูอาจจะไปหามึง
              กูอยากตามออยไปอเมริกาจะตาย
              แต่ตังค์กูไม่พอ(ไม่มีด้วย)แม่งมึงต้องใช้พอคเกตมันนี่ตรึม
              กูจนนี่หว่า
              มึงอย่าลืมส่ง กราฟฟิค กะงานแอนนิเมชั่น มึงมาให้กูดูด้วยน่ะ
     
              ปล.กูใช้ภาพถ่ายมึงประกอบในหนังสือ "PomO น่ะโว้ย"
              จะพิมพ์แล้วกูไม่ให้ตังค์มึงสักบาทน่ะโว้ย...สราด

     

     

    April 04

    สู้ต่อไปสุรพงษ์

    4 เมษายน แล้ว
    ช่วงนี้สมอง จิตใจมันยังทื่อๆ
    ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวสงกรานที่ไหนเลย ปีนี้ก็คงวนเวียนอยู่แถวกรุงเทพ
    วันนี้ส่งงานโปสเตอร์ Profect HED ของ Actionaid ทำเสร็จไปอีกชิ้นหนึ่ง
    ยังเหลืองาน artwork หนังสือ Morgan ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษอีก
    ช่วงนี้เพื่อนๆ อาจจะดูสุรพงษ์ร่าเริงมีความสุข แต่จริงๆ สุรพงษ์ช่วงนี้เหงาๆ
    เศร้าๆ หน่อย ก็เลยไม่ค่อยกลับห้อง จะแวะเวียนหาเพื่อนๆ บ่อย
    ทั้งเพื่อน แมกกาซีนcmyk ทั้งกองบรรณาธิการปาจารยสาร
    กินเบียร์แก้เซ็งเหงาทุกเย็นเลย มีสุรวิทย์ กะสุรมั้ง เป็นเป้าหมาย
    แต่ตอนนี้สุรวิทย์เริ่มปิดต้นฉบับ สุรมั้งก็เป็นนักข่าวที่มติชน
    สุรกิก็เริ่มว่างรากฐานหนังสือทำมือของมันต่อ
    คือจริงก็พยายามคิดว่าตัวเองไม่ได้อกหัก ไม่ได้ถูกทิ้งแต่แม่งก็ทำใจไม่ได้
    จะเขียนงาน ทำกราฟฟิค ทำวีดีโอ หนังสั้น มันก็ไปไม่เป็น
    งานโปสเตอร์โปรเจ็คเฮ็ดนี้เสร็จได้ก็บุญเพราะต้องเข็นพลังที่เหลือในใจเกือบจะหมด
    คิดว่าหลังเมษาคงเดินหน้าต่อ
    ฝากประชาสัมพันธ์และโปสเตอร์ HED Project ด้วยครับ
    March 14

    11111 + 11112 = ?

    หนังสือการ์ตูน
    งานเขียนของนาย ธีระพงษ์ เงินถม
    มีสองเล่มด้วยกันคือ
     
    11111 + 11112 = ?
    He and she look like to be falling in love No.01
     
    11111 + 11112 = ?
    He and she look like to be falling in love No.02
     
    ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือทำมือ ซึ่งมีทั้งหมด No.01 - No.05
    แต่ No.03 - No.05 เก็บไว้เป็นความลับเพราะเล่มนี้จะเข้าโรงพิมพ์
    เอาเล่มหนี่งเล่มสองมานำเสนอ ที่ถาพถ่ายเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 50 ภาพ
    เชิญแวะชม แวะดูแล้วกันครับ
    March 13

    การเคลื่อนที่..ที่เปลี่ยนไป

    หนังสือภาพ
    ประกอบเรื่องด้วยเรื่องสั้น
     
    มันเป็นงานทดลองของคุณสุรพงษ์ เขา คือมันเป็นหนังสือทำมือน่ะครับ แล้วหนังสือในบล็อคนี้ทั้งหมด
    หมดจะถูกจะพิมพ์ ผ่านระบบโรงพิมพ์ทั้งหมด
    แต่ไม่ผ่านระบบ กระบวนการตลาด และระบบกระบวนการหนังสือ isbn
     
    "การเคลื่อนที่..ที่เปลี่ยนไป"
    เป็นเรื่องราวการเดินทางผจญของใส้เดือนตัวหนึ่ง
    ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถาม การหาคำตอบ
    และชีวิตที่มากกว่าสิ่งเก่า
    ของครรลองใส้เดือน
    March 12

    POMO น่ะโว้ย

    Pomo น่ะโว้ย
    หนังสือทำมือ ในกลุ่ม ล้วน..ล้วน
    ของ สุรพงษ์ เพชรนำไหล
    บทกวีในแบบ pomo
    เรียบง่าย จริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่ดัดจริตแต่งความ แต่งตัวให้สวยจนยากหยั่งถึง
    แต่สิ่งที่ต้องการสื่อสาร
    เป็นสิ่งที่ "pomo น่ะโว้ย" ทำได้อย่างชัดเจน
    มันจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
    ต่อคำถามที่ว่า
    "ในฐานะคนหนุ่มสาวร่วมสมัยอย่างเรา การเลือกดำเนินชีวิต ควรมุ่งไปในทิศทางใดกันแน่"
    เป็นสิ่งที่คนหนุ่มสาวต้องคิดให้มาก
    เมื่อสังคมมันทับซ้อนและซับซ้อนหลาย
     
    แนะนำโดย . สุรกิ เพชรน้ำล้วน

    317

    เป็นเรื่องราวของคนหนุ่มสาวร่วมสมัยคู่หนึ่ง
    ทั้งสองต้อง่จำยอมให้ความเหงาร่วมสมัย
    ผลักดันให้ไปสู่
    การดำเนินชีวิต
    และกิจวัตรอันไร้สาระต่อมนุษยชาติ

    Tomorrow

    "พรุ่งนี้ก็ดีเอง"
    ฉันเฝ้ารอพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
    เหมือนหลายคนบอกและปลอบฉัน
    ไหนหละเฮี้ย
    ไอ้เฮี้ยไม่ได้รู้อะไรเลย
    มันมีแต่ความเจ็บปวดผ่านเข้ามา
    สิ่งซ้ำซากเดินผ่านมา
    แล้วเราก็ผ่านมันไป
    ฉันไม่ร้องขอและพึ่งใคร
    ชีวิตที่สดใสฉันอยู่ที่วันนี้
    และฉันสร้างมันเองได้
    ด้วยความเจ็บปวดนี้แหละ