Surapong's profileloun...lounPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 10 แด่ตัวกินไก่ (เหี้ย) สุรวิทย์SURAPONGMAN >> มือปราบอาระบาน
เด็กหนุ่มลูกครึ่งหน้าตาดี เขียนคำนี้ขึ้นมามีคนค้านเยอะเหมือนกัน ชีวิตเต็มไปด้วยมุขตลก อารมณ์ดีบางคนบอกว่าหน้าตาของเขาคล้าย สอง(พาราด็อกซ์)แต่เขาเองบอกว่าเขา บ้าน..บ้าน กว่าเราจะพาทุกคนไปรู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้ ธีระพงษ์ เงินถม คุณล้างตีนยังครับ อะไรนี่มึง เห็นหน้ากูแทนที่จะถามสาระทุกข์สุกดิบ กลับมาถามอย่างนี้ งั้นคุณสบายดีมั้ย? แต่มึงไปล้างตีนก่อนไป สาด.......... เขาใช้ชีวิตแบบนอกคอกมาตลอด ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ และมีชีวิตที่ค่อนข้างโลดโผน เป็นบุคคลตามตัวยากคนหนึ่ง แต่ถ้ามี "วงเล่า(เหล้า)"เมื่อไหร่ก็จะโผล่มาเหมือนจุดธูปไปบอก เอาเป็นว่ามารู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้ดีกว่า ผู้ชายที่มาจากดาวศุกร์ (สุข) กับบทสัมภาษณ์ที่ดูไม่มีสาระ ช่วยกันนับว่าทั้งบทสัมภาษณ์เขาพูดคำว่าห่าเหวกี่ครั้ง?
อะไรที่นอกคอกที่สุด?
ควาย! (เขาเอ่ยพลางหันหน้ามาทางผม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนด่า) เอ้ย! ไม่ใช่คน หมายถึงคน คนนี่แหละนอกคอกที่สุดแล้ว แหกกฎธรรมชาติ สร้างกฎนั้นกฎนี้ แบ่งชนชั้น แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ดิ้นรนขวนขวาย ไม่ใช่ควายครับควายรักจริง คิดยังไงแสดงออกอย่างนั้น มันซื่อแต่คนเรียกโง่(เขาหันมาทางผมอีกแล้ว)
ผมเห็นหนังสือทำมือของเขาสองสามเล่ม เขียนแต่เรื่องควาย เรื่องกิ้งกือไส้เดือน โดยเฉพาะเรื่องควาย "เพียงควายเคลื่อนไหว"คือชื่อหนังสือของเขา นั่นเป็นการยืนยันถ้อยคำข้างต้นอย่างดี
เพียงควายเคลื่อนไหว นำเสนออะไร?
คือเราพยายามทำให้วัยรุ่นได้ฉุกคิด เข้าใจยุคสมัย เข้าใจจุดที่ตัวเองกำลังยืนอยู่ คิดว่าวัยรุ่นมันเป็นวัยที่มีพลังเปิดประตูยุคใหม่จากสังคมที่มีแต่ทางตัน ซึ่งไม่สามารถเดินไปทางไหนได้แล้ว มันพึ่งใครไม่ได้แล้ว แม่งมั่วหลายอย่างเลยทุกวันนี้ ทั้งไลฟ์สไตล์ที่ทำหลอกพวกเราจากห่าเหวสินค้ากะโฆษณา การศึกษาแบบบ้าน...บ้านสร้างความคิดนิยมเสรีทุนแบบสุดตีน สถานการณ์บ้านเมืองที่แตกขั้วความคิดและฐานอำนาจ วาทกรรมมายาคติอีกร้อยแปดพันประการ ถ้าวัยรุ่นเติบโตกับวิธีคิดแบบมั่ว สังคมแบบมั่ว เป็นผู้ใหญ่มั่ว แม่งทุกอย่างมั่วไปหมด
เพียงควายเคลื่อนไหว ก็เลยเป็นหนังสือประมาณว่าจุดต่อมซื่อบื้อของเราชาววัยรุ่น ในการตั้งคำถามต่อสังคมสมัยใหม่และทิศทางกระแสหลักที่ถูกป้อนให้ และมองหาทางออกด้วยตัวเอง ย้ำด้วยตัวเองประมาณปฏิวัติวัฒนธรรมสมัยใหม่ด้วยมือเฮา มันไม่มีคำตอบให้ในเพียงควายเคลื่อนไหว มันมีแต่การชวนก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างให้ความสำคัญ ดูมีสาระไม่หล่ะ ฮ่า...แนว..สาด....แม่ง...เชี้ย
แล้วธุรกิจหนังสือ 'ร้านลอดช่องใบเตย'ที่คุณเคยลงทุนเจ๊งไม่เป็นท่า?
โอ้สาด....แม่ง..ไม่หล่อแล้วยังถามคำถามบ้าน..บ้าน..กับกรูอีก คืออันตัวผมถ้าพูดแล้วมันเรื่องมันยาว มัน เอ๋ทำไมต้องมันบ่อยจัง ฮ่า...ฮ่ะๆ... ไม่ตลกเหรอ คำถามนี้ข้าพเจ้านะครับพี่ ขอตอบเป็นสองประเด็นน่ะโว้ย เดี๋ยวเขาจะว่าไม่มีความคิด เพราะดูจากสารรูปแล้วหลายคนบอกว่าบ้า ซีเรียสหน่อยน่ะครับท่านผู้ชมและท่านผู้อ่าน
คุณครับช่วยตอบดีๆ หน่อยครับ
อย่าเทคซีเรียสซีครับ ประเด็นแรกที่กรู กระผม..ข้าพเจ้า..จะใช้อะไรดี
มึงจะใช้อะไรก็ใช้ไปเหอะ…คราย
ครับประเด็นแรก เริ่มที่ว่าได้ยินได้ฟังได้อ่าน ไอ้เรื่องด้านลบการพัฒนาสังคมอย่างสุดโต่งแบบประเทศอุตสาหกรรม ทุนนิยมเสรี บริโภค และนิยมวัตถุหลายแหล่ ว่ามันทำให้สังคมเราวุ่นวาย เกิดการรุกรานข้ามชาติ การก่อการร้าย เป็นสาเหตุช่องว่างอันมโหฬารระหว่างคนจนคนรวย ประเทศยากจนกับประเทศมหาอำนาจ คือตอนแรกไม่ได้เชื่อไม่ได้อินเท่าไหร่หรอก แต่พอไปเห็นกับตาตัวเองก็เข้าใจ ไปภาคใต้หรือมีครั้งหนึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเลย คือไปฮ่องกง พอมันงานประชุม WTO คิดมันก็เลยไปเข้าร่วมขบวนประท้วงการประชุม WTO ที่ฮ่องกง ได้เห็นคนจนเมืองของฮ่องกง ได้เห็นลูกชาวนาเกาหลี ได้คุย เห็นพลังแล้วได้มา มันเกิดคำถาม เฮ้ย..มึงเดือดร้อนมึงลำบาก ถึงต้องมาต่อสู้ขนาดจะเป็นจะตาย โดนตำรวจทุบ โดนแก็สน้ำตา มันไม่หนีกันแต่วิ่งเข้าสู้ กรีดเลือดหน้าสถานทูต อะไรอย่างนี้ ครั้งนั้นผมอยู่ในขบวนด้วย ผมกลัวจนขนลุกวิ่งหนีเข้ามาซุกอยู่ซอกตึก ผมว่าครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนกับความคิดต่อระบบทุนนิยมเสรี กะประชาธิปไตยเลยครับ
มันไม่เกี่ยวกับคำถามที่ถามเรื่องหนังสือเลยพี่ เอาเป็นว่าไม่ตอบไม่เป็นไร อยากคุยอะไรมึงคุย
อย่าหาว่าผมโรคจิต คิดมากเลยครับ อะไรก็โทษทุนนิยม โทษบริโภคนิยม ในส่วนตัวผมเองมันลำบากเหมือนกันน่ะครับที่จะต้องวิ่งวุ่น หาเงินหาทุนมาบริโภคสินค้ามาซื้อบริการในแต่ละวัน ในฐานะนักศึกษาหนุ่มหน้าตาดีแต่ฐานะบ้านๆ ผมก็เลยศึกษาวิธีคิดของทุนและวิธีคิดแบบพฤติกรรมการบริโภค และพยายามใช้ชีวิตอีกแบบ เพื่อให้มันเข้ากับเมืองกรุงเทพฯ มันไม่ใช่ชีวิตแบบพอเพียงนะครับ ผมไม่ชอบคำนี้เลย ผมเรียกชีวิตแบบสมดุลดีกว่า
ช่วยขยายความหน่อยครับ
คือในความคิดของความเท่าเทียมในระบบทุนและเสรีการบริโภคมันไม่มีจริงหรอกครับผม ง่ายๆ คือขนาดเรานั่งติดกันอยู่ใกล้ๆกับเพื่อน เราสู่ลมหายใจเข้าพร้อมกัน อากาศที่รับเข้าไปมันก็คนละอย่างและไม่เท่ากัน เรื่องอื่นๆ อีกที่ เรื่องความเท่าเทียมของวิถีชีวิตด้วยการกระจายแนวคิด สินค้า เทคโนโลยี การบริโถค ของระบบทุนเสรีจึงเป็นหลุมพรางชัวร์ กรุงเทพฯ ก็จะวิ่งตาม นิวยอร์ก-ลอนเดิ้น-เเพรีส-ฮ่องกง ต่างจังหวัดใหญ่ก็วิ่งตามกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดเล็กก็วิ่งตามหัวเมืองใหญ่ วัยรุ่นก็วิ่งตามดารา นักร้อง แต่งตัวดีแต่ในหัวและการใช้ชีวิตบ้านๆ ชิบหายกันละครับคราวนี้ ประเด็นความสมดุลก็คือ การมองดูรากของตัวเองดูวัฒนธรรม ดูภูมิปัญญา ความเชื่อ และก็มองดู Globalize ปรับใช้ปรับพัฒนา ก้าวไปแบบตัวเองไม่เดือดร้อนก้าวไปพร้อมกันอย่างมีความสุข การใช้ชีวิตก็มองดูตัวเอง เข้าใจตัวเองก่อน และเข้าใจกระแสข้างนอกแล้วนำมาใช้ในทิศทางตัวเอง ชีวิตในเมืองทุนและการบริโภคเราทำให้มันสมดุลได้
คุณมี lifestyle ยังไง?
lifestyle ชีวิตผมเหรอ มันเป็น lifestyle ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ Lifestyle is what you pay for น่ะครับ เห็นผมอย่างนี้ผมมีความคิดน่ะครับ คิดแบบก้าวหน้า คิดแบบล้วน..ล้วน ผมจึงเป็นห่วงเพื่อนๆ วัยรุ่นด้วยกันบางคนที่ยังตกหลุมพรางของไอ้ lifestyle มันเจ็บปวดครับมันถูกสร้างขึ้นให้ระบบการบริโภคแบบทุน และเราวัยรุ่นในยุคสมัยใหม่แบบแนวบริโภค ก็เชื่องเหลือเกิน คิดว่าการแต่งกาย การบริโภค การใช้สินค้ามันแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง แสดงภาพลักษณ์อันเท่ อันแนว อันอิน อันล้ำ พูดแล้วยาวอีกแล้วครับ เจ็บปวดด้วย
lifestyle ชีวิตผมเหรอลืมไปเลยครับ คือผมเรียกมันว่าเป็น Experimental lifestyle ผมดีใจที่ใครเรียกผมว่าเด็กแนว แต่ไม่ใช่แนวบ้านๆ แค่การแต่งตัวทั่วไปน่ะครับ ผมมักจะตอบว่า แนวครับพี่ผมเด็กแนว Experimental แนวอะไรว่ะ แนวทดลองครับพี่ มันเจ๋งไหมครับ นี่พี่จะไม่ถามผมต่อเหรอครับว่า แนวทดลองมันยังไง ถ้าให้พูดต่อ คำตอบนี้มันจะยาวเกินไป
ผมพยักหน้าอยากรู้ ในใจอยากรู้ว่าตกลงไอ้นี่มันสัตว์ทดลองหลุดออกมาจากห้องแล็ปหรือเปล่า?
ทดลองยังไง?
ครับมันคือการใช้ชีวิตแบบทดลองไปเรื่อยและหลายแบบ แต่ไม่ใช่จับฉ่ายสุรุ่ยสุร่ายน่ะครับ ทุกอย่างที่ทำที่เป็นผมสามารถอธิบายและให้คำตอบกับชีวิตผมได้หมด คือว่าผมกลัวน่ะครับ กลัวชีวิตที่สำเร็จรูป อะไรก็สำเร็จรูป เหมือนสินค้าสำเร็จรูป เมื่อเราสำเร็จรูปไปเรื่อยมันทำให้พลังแห่งความฝัน จินตนาการของวัยรุ่นหมดไป อันนี้ผมไม่ได้คิดเอาเองน่ะครับ ผมมีฐานความคิดรับรองคำพูดประโยคตะกี้ของผมอยู่ ถ้าพูดไปเดี๋ยวมันจะยาวอีก ประมาณว่าอะไรก็สำเร็จรูปจนทำให้คนเมืองเรามีนิสัยง่ายๆ มักง่าย ถึงนิ่งเฉย ถึงขนาดมองปัญหาสังคมและปัญหาเพื่อนร่วมสังคมไม่ใช่เรื่องของกู
เมื่อตอนปีใหม่มีระเบิดในกรุงเทพฯ แล้วผมเข้าไปอ่านกระทู้ ความคิดเห็น ในเว็ปต่างๆ คืออ่านแล้วเจ็บปวด มีการแสดงความคิดเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าฝ่ายนั้นทำ ฝ่ายนี้ทำ โยนไปถึงพี่น้องภาคใต้อีก โอ้จอร์ช! มันเจ็บปวดครับที่ใครๆ ไม่เคยคิดว่ามันเป็นความผิดของตัวเองด้วย พฤติกรรมการนิ่งเฉยนี้มันมาจากอะไรๆ ก็สำเร็จรูป และก็ Express ของคนเมือง ผมว่ามันอันตราย ที่พูดอย่างนี้มีฐานความคิดรับรองนะครับ อยากฟังไหมครับ
ชีวิตแนวทดลองคุณยังไม่ได้พูดขยายความเลยครับ
ใช่แล้วครับ ลืมไป คือแบบว่าช่วงหลังเราพูดกันสุภาพมากขึ้น ไม่มีสาด ไม่มีแม่ง ไม่มีเชี้ย มันเลยหลงประเด็น ประมาณว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ฮ่ะ..ฮ่า
แล้วเรื่องชีวิตทดลองละ?
ครับ..ครับ..พูดแล้วครับพี่ ทำไมต้องขู่ด้วย คือทดลองมันหลายอย่างครับ ทำหลายๆอย่าง ทำโน่นทำนี่ แต่ทุกอย่างที่ทำผมมีคำตอบให้ชีวิตนะครับ ยกตัวอย่างตอนนี้ไว้ผมทรงเดรดร็อคนี้เพราะศรัทธาตัวคุณ บ็อบ มาร์เลย์ น่ะครับ กับกลุ่ม ราสต้า คือ ราสต้าฟารี(Rastafari) กลุ่มปรัชญากะศาสนาบวกการเมืองเข้าไปอีกของชาวผิวดำ ที่ต้องการปลดปล่อยคนผิวดำจากการกดขี่ของคนผิวขาว ดังนั้นนะครับเดรดร็อคบนหนังหัวของผม จึงบ่อแม่นแฟชั่นทำแล้วเท่ทำแล้วแนวทำแล้วหล่อครับ แต่มันเป็นสัญญะแห่งความเคารพศรัทธาและให้เกียรติ ต่อสันติภาพกับเพื่อนมนุษย์ผิวดำ และตัวพี่บ็อบในด้านชีวิตส่วนตัวก็เท่ด้วย เนื้อเพลงที่เกี่ยวกับคนยากจนกับคนด้อยโอกาสก็แนวด้วย
เกี่ยวกับการแต่งตัวของคุณไหม?
กางเกงขาเดฟรัดตูดและรัดไข่แนวพังค์ (punk) แบบทรมานใจแม่ของผม มันก็ไม่ใช่แค่แฟชั่นใส่แล้วเป็นตัวของตัวเองนะครับ แต่ผมชอบรากเหง้าของพังค์ตรงที่เป็นขบถ ประท้วง ต่อต้าน ขนบธรรมเนียมประเพณีนิยมในกระแสหลัก
สมัยต้น 70 ที่อังกฤษหนุ่มสาวผู้ใช้แรงงานใช้สไตล์พังค์เพื่อเรียกร้องสิทธิของพวกเขา ที่ผมใส่เพื่อประชดวัฒนธรรมกระแสหลักไทย ผมพูดจริงอย่าหัวเราะสิครับ คุณพี่ดูสิหน้าของผมสิ เอาจริงแค่ไหน ที่ผมไม่พูดประเด็นความเป็นไทยเพราะ ผมหารากตัวเองไม่เจอ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมหนึ่งเดียวของเราบ้าบอคอแตกอะไรกัน ผมกลับไปศึกษาเห็นความสับสนความมั่วหลายอย่างของรัฐชาติ ชาติไหนชาติไทยนี้แหละ มาว่าวัยรุ่นไม่มีราก รับวัฒนธรรมตะวันตก ก็กูไม่มีรากจริงๆ อันไหนหล่ะ ประวัติศาสตร์ปิดกันมั่วไม่เคารพความหลากหลาย ประเพณี
ประดิษฐ์ให้เกิดความนิยม แล้วใส่ความหมายและคุณค่าเอาเอง แล้วอันไหนรากของเรา รากสาดปลอมๆ แม่งอย่าให้ผมพูดต่อเลยครับมันจะยาว
เรื่องสินค้ามือสอง เครื่องแต่งกายของคุณละครับ ผมได้ยินว่าบางทีคุณจิ๊กของเพื่อนมา
ขอแก้ข่าว! ครับ ผมไม่ได้จิ๊กของเพื่อนมาน่ะครับ เช่นเป้อันล่าสุดที่ใช้อยู่นี้มันเป็นของเพื่อนครับ คือเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันแล้ว เขาไม่ใช้แล้วนะครับ ผมเลยไปขอบริจาคจากเขามา ให้เขาได้เรียนรู้เรื่องการให้(ผมแอบคิดในใจฟังดูดีจังว่ะ)เมื่อคุณเลิกใช้เพราะเบื่อมันไม่ใช้ ไม่ได้พูดเวอร์นะครับ
และเรื่องสินค้ามือสองที่ใช้พวกรองเท้า เสื้อผ้า แว่นตา หมวกอะไรนี้ไม่ใช่อย่างทำตัวเซอร์นะครับ มันเป็นกระบวนการทำลายมูลค่าเพิ่มของราคาสินค้า ในบรรดาพวกสินค้าแฟชั่นกับพวก แบรนด์เนมดัง ผมซื้อสินค้ามือสองแล้วใช้ประโยชน์นะครับ ไม่ใช้ซื้อมาทิ้งขว้างผมมีดีไซน์รู้จักซื้อรู้จักใช้ใส่แล้วดูดี…มั่น
ตอนนี้ทำอะไรอยู่?
ตอนนี้ก็ทำพวกหนังสั้น งานวีดีโอ หนังสือทำมือ ถ่ายภาพ เรียนมหาลัย ทุกสิ่งที่ทำมีคำตอบให้ตัวเอง ผมไม่อยากให้ใครรักผมเลย ผมไม่อยากดัง ผมกลัวแนวคิดเรื่องซัมบอดี้การมีตัวตน มีชื่อเสียงในยุคนี้มาก ผมไม่อยากเป็นวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่ตกหลุมซัมบอดี้ มาสัมภาษณ์นี้เพื่อแสดงแนวคิดความคิดเห็น แต่พี่เขาใช้กำลังบังคับให้ผมถ่ายรูป พอบอกให้พี่เขาถ่ายหนังหัวผม ถ่ายนิ้วมือผม ถ่ายหู ถ่ายส้นตีนผม เป็นภาพประกอบแต่พี่เขาไม่ยอม เขาถ่ายตัวถ่ายหน้ายังไงก็ถ้าเอาไปลงก็อย่าให้ดูออกเป็นผมแล้วกัน เจ็บปวดซัมบอดงซัมบอดี้ห่าเหว"
คุณมีอนาคตมั้ย? ไม่สิ มึงวางแผนอนาคตไว้ยังไง
อนาคตหรือครับ คือว่าผมไม่เชื่อเรื่องชีวิตสำเร็จรูป ไม่มีอุดมคติ ไม่มีเป้าหมาย ผมเชื่อเรื่องการก้าวไปที่ละก้าวและใส่ใจกับก้าวที่ก้าวไป ก้าวไปด้วยกัน ถ้าไม่ดีก็ปรับเปลี่ยน สุขก็สุข ทุกอย่างที่ทำมีคำตอบให้ตัวเองได้ รับรองว่าสำหรับผมไม่มีคำว่าเสียใจกับสิ่งทำไป เพราะผมได้ใส่ใจลงไปกับสิ่งที่ผมทำแต่ละอย่าง
..............................................................
รู้สึกดีที่บทสนทนาจบลงได้ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้บทสนทนานอกคอกนอกกรอบ และขนบของการสัมภาษณ์ถูกขีดกว้างไปอีก มันเลยออกมาเป็นเช่นนี้แหละ....เจ็บปวดมั้ยครับ
ปัจจุบันธีระพงษ์ เงินถม แวะเวียนมาสร้างเสียงหัวเราะ และมีงานที่รับผิดชอบในนิตยสาร CMYK ในชื่ออย่างเท่ว่าสุรพงษ์ เพชรน้ำล้วน และสุรพงษ์ เพชรน้ำไหล ตามแต่อารมณ์แนวๆแมวๆ ของมัน นอกจากนี้ยังมีโครงการทำหนังสือทำมือ และงานทดลองอีกหลายแขนง แล้วแต่ชีวิตของเขาจะเคลื่อนไป เหมือนน้ำไหลที่มันล้วนๆ เห้อ...
.............................................................................................
April 08 ต่อ ชีวิต เหงา อีกวันเวลา 2.10 นาทีแล้ว
กลับมานั่นหน้าคอม
เชื่อไหมนายสุรออย
ว่าแต่ก่อนกลับมานอนเลย
หรือไม่ก็ทำอย่างอื่น
รับปากว่าจะไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า แต่กินเบียร์น้อยลง
วันนี้ไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้าน่ะ
แต่กินเบียร์อีกแล้วว่ะ กินมาราธอนทั้งเดือน ก็ตั้งแต่ที่นายไป
มันมีทางเดียวที่แก้เหงาได้คือเจอเพื่อน..พูดคุย..ดริ้ง
ชวนใครดูหนังก็ไม่ดูด้วย
เลยดูแม่งมันคนเดียวเลย แต่วันนี้กินน้อยเมาน้อย
ไม่งั้นไม่ได้กลับมาออนเอ็มข้ามโลกกะแกหรอก
อัพสเปชด้วย
ขออนุญาติพูดคำเดิมน่ะ "รักว่ะ" "คิดถึง"
แบบเต็มที่สุดๆ
ผู้ชายเหี้ยๆ สราดๆ ขอบอกน่ะว่า รักใครรักจริง
ถึงเจ็บปวดก็ไม่แคร์หรอก เรามันเหี้ยซะอย่าง
วันนี้ Meeting กอง Cmyk Magazine ที่ร้านสาวรีย์ สถานี BTS ราชเทวี
พอดีร้านนี้ เรายังไม่เคยไปด้วยกัน จำคืนนั้นได้ไหมที่เดี๋ยวโทรตาม
ให้เราพานายไปกินกันที่นั้น
ถ้าเราพานายไป ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ไปแล้วต้องเจ็บปวดแน่ เพราะเดี๋ยวภาพนายก็จะผลุบขึ้นมา
หลายคนในภาพ...ดูเอาเอง......
ใครเป็นใคร
มั้งก็ไปเป็น นักข่าวมติชน
แจ็คไปเป็นช่างภาพอัมรินทร์ ควบนิตยสาร NG national geograffic กะ ROOM
ตั๊กก็ไปทำ Motrolife บรรเทิงที่ผู้จัดการ
ใครเป็นใครนายดูเอาเอง
จุ๋ม กะ ป่าน ยังทำ Cmyk ต่อ
เดี๋ยว กะ วิทย์ ทำ ปาจา ต่อ
พี่หนุ่ย กะ น้องแอ๋ม ถามถึงนายว่ะ แต่เราก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร
ถ้านายอยู่กะเรา คงจะได้ทำหนังกันสักเรื่องแล้วมั่ง
คุยเสร็จก็กินข้าว
แล้วดริ้งต่อ
สัญญาแล้ววันไม่สูบก็ไม่สูบจริงๆ วันนี้
มาต่อที่ร้าน ช.ประธุมทอง หน้าพระลาน ตรงนี้แหละเจ็บปวด
นั่งตรงมุมร้านที่เราเคยนั่งเลย
กินเสร็จเดินกลับ
เส้นศิลปกร........เส้นเดิมเลย....คิดถึงนายว่ะ
ร้านหน้าพระลาน ร้านชอ จำได้ไหม สองร้านนี้
เรามากะเพื่อนเราก็กินแบบอาบ นายก็จะห้ามหยิกเราตลอด
วันไหนมากันสองคน นายก็กินข้าวไป เรากินเบียร์ไป น่ารักออก
น่ารักออกความแตกต่างที่นายชอบอ้าง
คำถามที่ว่าเรากะนาย "ใครรักใครก่อน"
นายน่ะโว้ยรักเราก่อน
เจอกันครั้งแรกที่จตุจักร
นายเป็นคนยิ้มให้เราก่อน...นายพูดมากจนเรารำคาญและเดินหนีนายมา
ทิ้งกันไปแบบนี้
เจ็บปวดน่ะโว้ย
หวังว่าจะแวะมาอ่านน่ะ
แอบเอาพลาสเวิร์ดนายไปไซน์อัพสเปชให้
ส่งรูปตอนอกหักมาให้ดูด้วย
ยืนยันคำเก่า
"รัก"
ปล.
......................................
ไอ้ไข่ย้อย........มันบอกเพื่อนของมันว่า
"เอ็งจะรู้เหี้ยอะไร....มันไม่ค่อยอาบน้ำน่ะโว้ย"
ไอ้ไข่ย้อย......มันน่ะแหละที่..ไม่อาบน้ำ
.................................................
ไม่รู้จะเป็นแบบนี้อีกนานไหมชีวิตแต่ก่อน
มันมีแค่นายกะเรา
ไปด้วยกันทุกๆที่
ไอ้บ้า.......รักน่ะ
คิดถึง....................วันที่จับมือกันวันสุดท้ายจำแทบไม่ได้
เราไม่เคยรู้สึก...และไม่อยากรู้สึกแบบนี้เลยว่ะ
เราไม่ใช่ผู้ชายงี่เง่า พร่ำเพรื่อความรู้สึกหรอกน่ะ...ชีวิตหมุนไปแบบเงียบๆ
ไม่รู้จะเป็นแบบนี้อีกนานเท่าไร
เรี่องเรียน...ลงซัมเมอร์ตัวหนึ่ง
เรื่องงาน.....เมษา ทำ Artwork Morgan Book ฉบับภาษาไทย&อังกฤษ
มีงานใหม่เข้ามา โปสเตอร์ 15 แผ่น Women Rights ของพี่ตุ้ม
ส่วน Artwork หนังของ Bio อันนี่เราไม่แน่ใจ เพราะเรายังไม่ได้รับปากพี่เขา
เพราะพี่ๆ อาร์ตไดที่นั้นใช้ Mac แต่ตอนนี้เราไม่ได้ใช้ mac แล้ว
เป็นฟรีแลน หมดน่ะ เราไม่ทำประจำ
เรื่องงานเรา...เราว่าจะพิมพ์หนังสือเล่มแรกของเราคือ "PoMo น่ะโว้ย"
ตอนนี้ทำอาร์ตเวิร์คเสร็จแล้ว บุ้ฟอยู่ตอนนี้
ยังเขียน เรื่องสั้น วาดภาพลำบากอยู่ตอนนี้
เราแคนเซิลงาน..cmyk..กะ ปาจารยสาร ..... เพราะเราอยากทำงานเรา
แต่เรายังวนเวียน เป็นเพื่อน ให้คำปรึกษา ทำงานหนังสือด้วยกันอยู่
เดินหน้าเพื่อสร้างทิศทางและการเปลี่ยนแปลง งานวรรณกรรม กะศิลปร่วมสมัยเมืองไทยต่อไป
ออย...คิดถึงแก่ว่ะ
ถ้าอยู่เมืองไทยวันนี้นายคงได้เดินท่าช้าง..ท่าพระจันทร์กะเราแน่นอน
วันนี้เดินตอนเช้าคนบางตา...ตอนเย็นยิ่งเหงา...แบบร่วมสมัยเลยว่ะ
วันนี้เรามีปาร์ตี้เหมือนกัน เพื่อนกอง cmyk นัดคุยกัน เรื่องหนังสือและทิศทาง Cmyk
เราก็ไปเจอเพื่อนๆ และแนะนำ เรื่องอาร์ตด้วย
มีมั้ง วิทย์ จุ๋ม ป่าน และหลายคนในรูปดูเอาเอง
แต่ก่อนน่ะ เราเดินจากศิลปกรมาหานายที่ธรรมศาสตร์
และก็เดินจากธรรมศาสตร์มาสนามหลวง
วันนี้สนามหลวงถึงคนจะเยอะ
แต่ก็เหงาสำหรับเราว่ะ ส่งปก cmyk เฉพาะปกหน้าน่ะ ปกหลังเอาไว้วันหลัง
ส่วนปกปาจาเอาไว้วันหน้า
อย่าทึ้งเราไปนานน่ะแก
ไม่มีผู้ชายเหี้ยๆ แบบเราเหลือไว้ให้รักแล้วน่ะ
เราไม่ลืมแกง่ายๆ หรอกว่ะ
ถ้ามันเป็นแบบนี้
April 07 ไม่มีนายแล้วเหงาจริงๆ ว่ะ วันนี้Bangkokฝนตกด้วยบางทีมันเป็นเพราะกรุงเทพ มันเหงาอยู่แล้วรึเปล่าว่ะ
วันนี้ฝนตกหน้าร้อนที่กรุงเทพด้วย
ตังแต่นายจากเราไป
เราเหงาว่ะ
เพื่อนก็ไม่ค่อยมี
เรามีไม่ทำ Artwork ปาจา แล้วน่ะ
ไม่ทำ Artwork กะ Fashion CMYK ด้วย
เรียนยังไม่จบน่ะ
ต้องลงซัมเมอร์ตัวหนึ่ง
แต่ยังไม่ได้ลงเลย...ลงทะเบียนช้า
ช่วยนี้เราขี้เกียจ
อยากทำงานหน่อยลง เราว่าจะพักสักเดือนสองเดือน
ทำหนังสือตัวเอง ทำหนังสั้น ทำวีดีโอ
เราอยากเรียน Film เพิ่มว่ะ
ว่าจะเรียน กราฟฟิคดีไซน์ กะ แฟชั่นดีไซน์
ที่ ราฟฟ้า สาขาเมืองไทย ตรงโรบินสันสีลม เรียนเป็นภาษาอังกฤษว่ะแก
เข้าบอกว่า สาขาที่ฮ่องกงราคาครึ่งหนึ่งเมืองไทย มันอยู่ข้างบ้านที่เราไปอยู่ที่ฮ่องกงเลย
ที่นี่ดีน่ะ สอนระดับอินเตอร์ มีดีไซเนอร์ ดังๆหลายคนเรียนที่นี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติเรียนกัน
คนไทยจะเป็นพวก ทำงานแล้ว พวกทำโฆษณา production house
รอมาเรียนด้วยว่ะ ถ้ากลับมาเมืองไทย
ช่วงเดือนแรกที่นายไปเรากินเบียร์เมาทุกเย็นเลยรู้เปล่า
แต่ตอนนี้เราคิดว่า
จะกินน้อยลง ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า กินเบียร์น้อยลง
ตอนไหนอยู่คนเดียวแล้วมันคิดถึงนายทุกที่
กลัวการอยู่คนเดียว
จะซ่อมใจให้เข้มแข้งสักหน่อย..รอวันนายกลับมาแล้วกัน
กลับมาแวะหาเราด้วยว่ะ
ที่อเมกาคงหนาวมากใช่ไหม
เป็นยังไงบ้าง...สบายดีไหม..ทำตามความตั้งใจบ้างรึยัง
คิดถึงว่ะ รักนายว่ะ
นายเป็นเหมือนเดิมใช่ไหม...วันนี้ไปจตุจักรจำพี่จิตรกะพี่ฟุ้งได้ไหม...จำลอดช่องใบเตยได้ไหม
วันนี้นั่งกินคนเดียว 4 ชาม เรากิน 2 ชามเผื่อนายอีก 2 ชาม
เขียนจดหมายหาแกทุกวันเลยว่ะ
โปสการ์ดด้วย
ไปล่ะ
สุรพงษ์ เพชรน้ำไหล แด่ไอ้เหี้ยอ้น........ไปดี.....สราดไอ้เหี้ยนี้ก็ไปอีกรายซะแล้ว
สรุปแล้วกูจะไม่เหลือเพื่อนในเมืองไทยเลยรึว่ะ
แด่มึงไอ้ครวยอ้น
กูไปกินเบียร์เลี้ยงส่งมึงได้
แต่กรูไม่ไปส่งมึงขึ้นเครื่องน่ะสราด
เพื่อเป็นของขวัญอันพิเศษแด่มรึงจากกู
ถ้ามึงกลับจากอังกฤษมาเมืองไทยอีกครั้ง
กูจะรีเมค หนังสั้น "The imperfect love"
กับหนังสือ "Pomo น่ะโว้ย"
ให้เป็น Masterpise art สำหรับเมืองไทยเลยว่ะ
กูขี้เกียจเรียนแล้วว่ะ
เหลืออยู่ตัวเดียวแท้ๆ
ไม่จบสักที
กูอยากเก็บตังค์ กะว่าจะไปเรียน Film ต่อที่อังกฤษ
กูอาจจะไปหามึง
กูอยากตามออยไปอเมริกาจะตาย
แต่ตังค์กูไม่พอ(ไม่มีด้วย)แม่งมึงต้องใช้พอคเกตมันนี่ตรึม
กูจนนี่หว่า
มึงอย่าลืมส่ง กราฟฟิค กะงานแอนนิเมชั่น มึงมาให้กูดูด้วยน่ะ
ปล.กูใช้ภาพถ่ายมึงประกอบในหนังสือ "PomO น่ะโว้ย"
จะพิมพ์แล้วกูไม่ให้ตังค์มึงสักบาทน่ะโว้ย...สราด
April 04 สู้ต่อไปสุรพงษ์4 เมษายน แล้ว
ช่วงนี้สมอง จิตใจมันยังทื่อๆ
ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวสงกรานที่ไหนเลย ปีนี้ก็คงวนเวียนอยู่แถวกรุงเทพ
วันนี้ส่งงานโปสเตอร์ Profect HED ของ Actionaid ทำเสร็จไปอีกชิ้นหนึ่ง
ยังเหลืองาน artwork หนังสือ Morgan ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษอีก
ช่วงนี้เพื่อนๆ อาจจะดูสุรพงษ์ร่าเริงมีความสุข แต่จริงๆ สุรพงษ์ช่วงนี้เหงาๆ
เศร้าๆ หน่อย ก็เลยไม่ค่อยกลับห้อง จะแวะเวียนหาเพื่อนๆ บ่อย
ทั้งเพื่อน แมกกาซีนcmyk ทั้งกองบรรณาธิการปาจารยสาร
กินเบียร์แก้เซ็งเหงาทุกเย็นเลย มีสุรวิทย์ กะสุรมั้ง เป็นเป้าหมาย
แต่ตอนนี้สุรวิทย์เริ่มปิดต้นฉบับ สุรมั้งก็เป็นนักข่าวที่มติชน
สุรกิก็เริ่มว่างรากฐานหนังสือทำมือของมันต่อ
คือจริงก็พยายามคิดว่าตัวเองไม่ได้อกหัก ไม่ได้ถูกทิ้งแต่แม่งก็ทำใจไม่ได้
จะเขียนงาน ทำกราฟฟิค ทำวีดีโอ หนังสั้น มันก็ไปไม่เป็น
งานโปสเตอร์โปรเจ็คเฮ็ดนี้เสร็จได้ก็บุญเพราะต้องเข็นพลังที่เหลือในใจเกือบจะหมด
คิดว่าหลังเมษาคงเดินหน้าต่อ
ฝากประชาสัมพันธ์และโปสเตอร์ HED Project ด้วยครับ March 14 11111 + 11112 = ?หนังสือการ์ตูน
งานเขียนของนาย ธีระพงษ์ เงินถม
มีสองเล่มด้วยกันคือ
11111 + 11112 = ?
He and she look like to be falling in love No.01
11111 + 11112 = ?
He and she look like to be falling in love No.02
ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือทำมือ ซึ่งมีทั้งหมด No.01 - No.05
แต่ No.03 - No.05 เก็บไว้เป็นความลับเพราะเล่มนี้จะเข้าโรงพิมพ์
เอาเล่มหนี่งเล่มสองมานำเสนอ ที่ถาพถ่ายเป็น 4 ส่วน ส่วนละ 50 ภาพ
เชิญแวะชม แวะดูแล้วกันครับ March 13 การเคลื่อนที่..ที่เปลี่ยนไปหนังสือภาพ
ประกอบเรื่องด้วยเรื่องสั้น
มันเป็นงานทดลองของคุณสุรพงษ์ เขา คือมันเป็นหนังสือทำมือน่ะครับ แล้วหนังสือในบล็อคนี้ทั้งหมด
หมดจะถูกจะพิมพ์ ผ่านระบบโรงพิมพ์ทั้งหมด
แต่ไม่ผ่านระบบ กระบวนการตลาด และระบบกระบวนการหนังสือ isbn
"การเคลื่อนที่..ที่เปลี่ยนไป"
เป็นเรื่องราวการเดินทางผจญของใส้เดือนตัวหนึ่ง
ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถาม การหาคำตอบ
และชีวิตที่มากกว่าสิ่งเก่า
ของครรลองใส้เดือน March 12 POMO น่ะโว้ยPomo น่ะโว้ย
หนังสือทำมือ ในกลุ่ม ล้วน..ล้วน
ของ สุรพงษ์ เพชรนำไหล
บทกวีในแบบ pomo
เรียบง่าย จริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่ดัดจริตแต่งความ แต่งตัวให้สวยจนยากหยั่งถึง
แต่สิ่งที่ต้องการสื่อสาร
เป็นสิ่งที่ "pomo น่ะโว้ย" ทำได้อย่างชัดเจน
มันจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ต่อคำถามที่ว่า
"ในฐานะคนหนุ่มสาวร่วมสมัยอย่างเรา การเลือกดำเนินชีวิต ควรมุ่งไปในทิศทางใดกันแน่"
เป็นสิ่งที่คนหนุ่มสาวต้องคิดให้มาก
เมื่อสังคมมันทับซ้อนและซับซ้อนหลาย
แนะนำโดย . สุรกิ เพชรน้ำล้วน 317เป็นเรื่องราวของคนหนุ่มสาวร่วมสมัยคู่หนึ่ง
ทั้งสองต้อง่จำยอมให้ความเหงาร่วมสมัย
ผลักดันให้ไปสู่
การดำเนินชีวิต
และกิจวัตรอันไร้สาระต่อมนุษยชาติ Tomorrow"พรุ่งนี้ก็ดีเอง"
ฉันเฝ้ารอพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
เหมือนหลายคนบอกและปลอบฉัน
ไหนหละเฮี้ย
ไอ้เฮี้ยไม่ได้รู้อะไรเลย
มันมีแต่ความเจ็บปวดผ่านเข้ามา
สิ่งซ้ำซากเดินผ่านมา
แล้วเราก็ผ่านมันไป
ฉันไม่ร้องขอและพึ่งใคร
ชีวิตที่สดใสฉันอยู่ที่วันนี้
และฉันสร้างมันเองได้
ด้วยความเจ็บปวดนี้แหละ |
|
|