Profilo di Surapongloun...lounFotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
30 luglio ha ha
กะเรื่อง "ทำไมนกจึงบินอพยพจากไซบิเลียมาเมืองไทย"
กะเรื่องตลก "นกไม่มีขาบินไม่ยอมหยุด"
อย่างแรก คนที่ถามฉัน พยายามอยากได้คำตอบที่เป็นเหตุเป็นผล
ฉันสบถตอบ "สาด............"
จะบอกให้ทำไม่นกถึงบินอพยพจากไซบีเรียมาเมืองไทย
ไม่ใช้เพราะหนาว หรือการปรับตัว
ลองคิดดูดิ
ไซบีเรีย กว่าจะถึงเมืองไทย ไกลไม่หละ
จะให้นกเดินมารึไง
ก็ต้องให้มันบินอพยพมา เร็วกว่า
..................................
ส่วนเรื่องตลกของนกไม่มีเขา
ที่บินไม่หยุด จะหยุดก็ต่อเมื่อมันตาย
ไม่ใช่ว่ามันไม่มีขาหรอก
มันมีขา
แต่มันไม่มีจุดยืนมากกว่า
แค่ให้มันหาจุดยืน
.....................................
แด่ไดอะรี่เล่มนั้นที่หาย
ฉันต้องเมามายหลายวัน ค่ำ เช้า
นิยาย สาม เรื่อง ที่ไม่มีวันคิดได้ เขียนได้
ถึงคิดใหม่ เขียนใหม่ มันก็ไม่เหมือนเดิม
cheers!!!!
ฉลองแด่ สิ่งดีๆ เก่า ที่หายไป
จากชีวิต
แด่สิ่งดีๆ ใหม่ ที่ไม่เหมือนเก่า ที่จะเข้ามา
ให้เหลือช่องว่างให้คิดถึง วันวาน
แด่
นกไร้ขา กะ นกจากไซบีเรีย 11 luglio diary ที่หายไป
ฉันมีสมุดเล็กๆ เล่มหนึ่งที่ฉันใช้บันทึก บทกวี เรื่องสั้น การ์ตูน และภาพไอเดียต่างๆ
ฉันมีกระเป๋าใบหนึ่ง
ที่ฉันใช้เก็บแปรงสีฟัน ปากกา ดินสอ คอมฯ
ในกระเป๋ามีสถานีโทรทัศนืระยำให้เลือกห้าช่อง
แต่ในกระเป๋าไม่มีไฟฟ้า
เมื่อฉันพยายามโทรศัพท์หาเธอ
จะไม่มีใครรับ
เหมือนเธอจะว่างบ้าง ไม่ว่างบ้าง
เธออาจจะไม่เคยเห็นตอนที่ฉันไว้ทรงผมฟู่หยิกหยอยเหมือนเฮนริกของฉัน
เธอถึงหัวเราะหัวล้านเดรดร๊อค แบบราฟต้า เชยๆ
รอยสัก please make peace ที่ข้อพับแขนด้านซ้าย ที่เธอบอกว่าทุเรศสิ้นดี
ใช่สิ
เธอยังไม่เคยเห็นรอยสักฝูงนกพิราบด้านหลังของฉันเลยนิ
ฉันมีเบอร์โทรศัพท์ของเธอบนชายเสื้อ
ฉันมีความกระวนกระวายที่
จะบินอย่างล้นเหลือ แต่ฉันไม่รู้ว่าจะโบยบินไปที่ไหนกัน
ฉันไม่รู้จักบ้านของเธอ เลยไปไม่ถูก
สมุดบันทึกเล่มนั้นของฉันหายไปจริงๆ มันหนาตั้ง 400 หน้า
ไอเดียมากมายหายไป ฉันแม่งแทบจะร้องให้ ที่เหลืออยู่ในสมองก็จำได้แค่นิดหน่อย
ฉันจำได้แค่ว่า วันนั้นก่อนหน้าที่มันจะหาย ฉันเมา
นั่งแดกเบียร์จนเกือบเช้า
แล้วฉันก็นั่งแท็กซี่ออกจะร้านในตอนเช้ามืด
มาอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่ที่ฉันคิดว่าพระอาทิตย์ขึ้นแล้วสวยที่สุด
แล้ววันนั้นพระอาทิตย์ขึ้นก็สวยที่สุดอีกวัน
คนเริ่มตื่น ทะยอยขึ้นเรื้อข้ามฝากไปทำงาน
ฉันเดินกลับห้องด้วยรอยยิ้ม สุข และกลับมานอนสนิทเลย
ตื่นขึ้นมาหาสมุดบันทึกไม่เจอ
"โอ้จอร์จ วันนั้นฉันซึมทั้งวันเลย"
นี่เป็นบทบันทึกที่ไม่ได้บันทึกในนั้น แต่เป็นบทบันทึกอันแรกในสมุดอันใหม่
สิ้นปีทำหนังสั้นหนึ่งเรื่อง หลังจากนั้นเริ่มต้นเรื่องนิทรรศการศิลปะของตัวเอง
ต่อด้วยพิมพ์หนังสือสักเล่ม แล้วก็เรื่องห้องเสื้อกับเพื่อน หากมีเรื่องละครสอดแทรกมาก็เอา
วินเทอร์นี้ก็กลับไปเรียน และก็สอนศิลปะเด็กๆ อีก
ฉันยังหนุ่ม มีไฟ มีความหวัง
เพราะฉันมีที่ที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้วสวยที่สุดอยู่ไกล้ๆ ตัว
Here comes the sun04 agosto มีแต่ความกลัว...สิ่งที่กลัวมีมากขึ้นในตอนนี้
อย่างแรกกลัวว่าดวงตาที่จ้องมา
จะทำให้หวั่นไหว..................
ไปจากสิ่งที่รู้สึกอยู่
และอาจจะไม่ได้มามองมันบ่อยครั้ง
เพราะต้องเดินทางแล้ว
แต่ตอนนี้มันมีดวงดาวเรืองแสง
เกือบร้อยดวงที่ซื้อมาเพิ่มติดตรงผนังห้อง
เป็นเพื่อนแล้ว
เมื่อคืนเพิ่งนั่งกินเบียร์กะไอ้สุรกิ
แล้วรบกวนให้มันช่วยติด
พอ
ปิดไฟแล้วนั่งมองดวงดาวในห้อง
นั้นมันสุดยอด
โคตร
"ใครว่ากรุงเทพฯ ไม่มีดวงดาว"
ในคืนที่เธอเหนื่อย
จากงานมากๆๆๆๆๆๆ
มีดาวมากมายบนท้องฟ้ายังคอยส่องเธอ
มีคนอีกคนหนึ่งเหมือนกัน
อยากให้เธอเข้าใจ..สักครั้ง
ตั้งแต่วันโน้น
อย่างที่สอง
กลัวเหลือเกินว่า
ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านประชามติ
นับจากวันนั้น
ความรู้สึก.........
มันได้หมดคำถามไปแล้ว
"เธอมีค่า...ในใจ"
ตอนนี้โปรเจคเฮ็ด เริ่มแล้ว
ทั้ง 6 โครงการทั่วประเทศ
ต้องตามถ่ายภาพและวีดีโอ
ทำสคลิปงาน ตัดต่อ
อาทิตย์หน้าจะเดินทางไปเชียงใหม่
-แม่ฮองสอน-กลับ-มาระยอง-เชียงใหม่-ลงใต้-ไปสาละวิน
ตอนนี้หยิบกล้องโลโม่ ตัวเก่า
ตัวแรกที่เก็บตังค์ซื้อ สะพายติดตัวด้วย
36 ภาพประทับใจในหนึ่งเดือน จะเริ่มต้นอีกครั้ง
วันนี้เป็นวันแรก ก็กดไปแล้ว 4 shot
นี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่เล่น Don't think, just shoot
สิ่งที่ชัดเจนทุกครั้งที่ทำและถ่ายเสร็จในแต่ละม้วน
คือความชัดเจนในความรู้สึก ต่อสิ่งที่น่าจดจำ
คงไม่เกินไปถ้าจะยืนยัน
................................
หัวเราะตัวเอง
....เจอแต่เรื่องเหี้ยๆ ตลอด ก.ค.
แต่มีอย่างเดียวที่มีค่าที่เจอ
แต่ก็เป็นวันที่ 30 มิ.ย. นี่หน่า
สรุปแล้วเดือนนี้มันเหี้ยจริง
สิงหาเดินทางแต่คงคิดว่า
ระหว่างทางจะแวะไป บ้านนาอีสาน ฉะเชิงเทรา
เพื่อถ่าย Don't think, just shoot เพราะที่นั้น
เป็นที่แรกที่คิดว่าต้องไปถ่ายใน DTJS รอบ 4
เพียงแค่ภาพเดียว ในม้วนแต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะเป็นตรงไหน
ปล.
สเปรตแห่งนี้จะปิดตัวเองแล้ว
นี้จะเป็นบล็อคสุดท้ายที่จะเขียนแล้ว
แต่อาจจะไม่ปิดมันไปเลยทันที
แต่ต้องปล่อยให้มันร้าง
และหมดลมหายใจไปเรื่อย
เหมือนของเพื่อนๆ อย่างสุรวิทย์ สุรเชต สุรกิ
ขออาลัยด้วยการดื่มฉลองอีกครั้ง..
"เพราะมีอะไรมากมายในสเปรตแห่งนี้"
ไม่รู้เธอจะจำฉันได้เปล่า
ฉันคงไม่มีโอกาสแล้ว 03 agosto we are Surapongman
วันศุกร์แสนสุขอีกวัน
วันไหนนั่งทำงานกะคอมในห้องทำงาน
แล้วมีความสุข
เธอคนนั้นยังสบตา
ส่งยิ้มมาให้เสมอ
คิดถึงน่ะจ๊ะ
จุ๊บๆๆๆๆๆ......
................
ต้องไปเชียงใหม่ถึงสองครั้ง
ในเดือนสิงหา...ถ้ารูปและวีดีโอ
กะงาน HungerFREE ที่แม่โจ้กะมอชอ
...........................................
กลับมาจะพิมพ์หนังสือ "POMO น่ะจ๊ะ" แล้ว
...........................................
เธอจ้าฉันไปกินเบียร์ก่อนน๊ะจ๊ะ
"ไปแล้ว" เพื่อนรออยู่ 28 luglio ขออยู่อย่างแพ้........ได้ไหม๊ขอร้องเถอะเพื่อนวันศุกร์ที่ผ่านมา...........
เดินจากคณะมาประตูหน้ามหาลัย
อย่างคนขี้แพ้
ก็กูเป็นกู.........กูขี้เกียจเรียนแล้ว
เดี๋ยวจะกลับมาลาออกวันหลังถ้ามีเวลา
"มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตหรอก
โลกคือโลก...จักรวาลคือจักรวาล
ระบบเศรษฐกิจคือโครงสร้าง
ทำไมต้องเอาชีวิตเขาไปในกติกา
ด้วยไม่จำเป็น........"
ไม่เอาด้วยหรอก
ตกเย็นกินเบียร์กะไอ้สุรแจ็คสองคน
ที่ข้าวสารซอยรามบุตรี
ร้าน บาร์ ธา รา
กินจนอ้วกแตกกันไปข้าง
กินจนเมา เบลอ จำว่าทำอะไรไปบ้าง
เสียงเพลง ดนตรี
ชีวิตของกูนี้หว่า
เพื่อน
"เดี๋ยวเราประกาศแน่ว่าเรามาแล้ว"
ไปให้สุดๆ กันเรา.....
23 luglio ตามหาสิ่งนั้น...ที่ท่าน(มึง)ว่าเถอะฝนตกอีกวันแล้ว
ที่ กรุงเทพ
งานโปสเตอร์ Education 18 แผ่นเสร็จ
Annaul Report แม้จะยังไม่เสร็จก็ถือว่าจะเสร็จแล้ว
วีดีโอน้องๆ TLYS นี้สิยังไม่ได้แตะเลย
แต่ขอไปกินเบียร์ก่อนน่ะ
...........
...........
ที่หน้าร้าน ช.ประธุมทอง
ถนนหน้าพระลาน.........
ผู้คนล้นออกมานั่งข้างนอกกันหมด
หมาขี้เลี้อน 2 ตัวนอนหลับอย่างมีสุขที่หน้า
ที่ทำการไปรษณีย์หน้าพระลาน
เม็ดฝนตกมาจางๆ มีที่ว่างระหว่างเม็ดให้เดินหลบ
โดยไม่เปียก
ก่อนที่จะนั่งพี่คนขายปลาหมึกย่างขนรถผ่าน
ทันใดก็แดกส์ปลาหมึกย่างในทันที
ทั้งที่ยังไม่ได้แดกส์เบียร์
............................
นั่งกันเบียร์กัน 3 คน
กะ ไอ้สุรเอก ไอ้สุรป่าน
แล้วคุยกันเรื่องหนังสือพิมพ์ในเครือมติชน
กับคณะรัฐบาลผู้มีอำนาจ..
แล้วก็คิดถึงไอ้เหี้ย "สุรเชต" นักข่าวมติชนอีกคน
"แม่งสถานะการมันตรึงเครียดขนาดนี้แม่งไม่เล่าให้ฟังเลย...สาด"
แล้วก็คิดถึงไอ้เหี้ย "สุรวิทย์" อีกคน
ผู้ที่ไม่เคยจำคำพูดและการกระทำของตัวเองตอนเมาได้
วันหนึ่งมันหลุดปรัชญาอินดี้ออกจาปากหมาๆ ของมัน
ก่อนที่จะอ้วกเอาไก่เน่าออกมาจากปากของมันเช่นกัน
แล้วมันก็มาหาเรื่องเตะกู พวกมึงแม่งก็เหี้ยปล่อยให้มันเตะกู
ซ้ำพวกเหี้ยอย่างมึงยังมาเตะกูซ้ำ
ไอ้เหี้ย "สุรแจ็ค" แม่งก็นั่งหัวเราะอย่างเดียว
สาด..................
กูจำคำพูดวันนั้นได้ดี
เพราะกูเป็นคนจำความเมาเพื่อที่จะเมาชีวิตทุกวันไง
"เห้ย...พวกมึงจะรู้เหี้ยอะไร
คนเราเกิดมาเพื่อจะเป็นคนหน่มคนสาวน่ะโว้ย
มึงสังเกตุดู เด็กเกิดมาเพื่อจะเติบโตเป็นคนหนุ่มสาว
พอเป็นผู้ใหญ่หน่อยก็ต้องมีครอบครับเพื่อที่จะ
สร้างคนหนุ่มสาวอีกคน
พอแก่..ก็นั่งดูและชื่นชมคนหน่มสาว
โลกมันเตรียมไว้สำหรับคนหนุ่มสาว
ผู้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงน่ะโว้ย
สาด.........."
และนั้นก็เป็นคืนสุดท้ายที่กูได้เจอมัน
มันไปไหนว่ะ...........
มันกำลังตามหาอะไรอยู่
และกูก็เชื่อมันน่ะโว้ย
กูกำลังจะก้าวจริงๆ แล้ว
หรือกูจะตามหาก่อนว่ะ
..............................
ถ้าใครเจอไอ้สุรกิ
ช่วยบอกมันหน่อยน่ะว่า
มันจำได้เปล่าตอนเมามันที่งานคอนเสิร์ตคาราวาน
มันไปสารภาพรักพี่ฝน
"ฝากถามมันหน่อยมันจำได้เปล่า"
..........................................
21 luglio ...ก่อน"...ก่อน"
ก่อนท้องฟ้าจะสดใส
ก่อนความอบอุ่นของไอแดด
ก่อนดอกไม้จะผลิบาน
ก่อนความฝันอันแสนหวาน
เป็นเพลงที่ชอบมากเป็นอันดับหนึ่ง
ตลอดมาของลิสต์เพลงในดวงใจ
จับกีตาร์ทีไร..ไม่ร้องเพลงนี้ก็ไม่ใช่เรา...
จากคำพูดของพี่ พราย ปฐมพร คนเขียนเพลง ที่เคยอ่านและยังจดจำ
ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้จะหยุดทำทุกอย่าง เพื่อที่จะนั่งฟังมันอยากเงียบสงบ
"เพลง...ก่อน นี่ความจริงจะต้องมี . (จุด) 3 จุดอยู่ข้างหน้าด้วย
ประโยคเต็มๆ ที่มาของจุดคือ ..เธอจากไปก่อน.. "
โดยมีแฟนเพลงคนหนึ่ง เขียนจดหมายมาถึงพี่เขาว่า
พี่สาวของเขารักพี่พรายมาก แล้วพอทราบข่าวว่าจะเลิกร้องเพลง
เขาเสียใจมากและเสียชีวิตไป
ชอบ "...ก่อน" ก่อนที่โมเดิร์นด๊อกจะเอามาร้องซะอีก
ชอบ "...ก่อน" มากกว่าชอบพี่ปฐมพรซะอีก
ชอบ "...ก่อน" เวอร์ชั่นที่มีเสียงน้องผู้หญิง อ่านจดหมายของน้องสาวที่พี่สาวของเธอได้จากไปก่อนแล้ว
เธอจากไปก่อน
เย็นวันที่ 20 ก.ค. 50
เย็นวันศุกร์..อากาศเย็นฝนตกพร่ำๆ ปอยๆ
ออกจากออฟฟิศ
เดินจากท่าพระจันทร์ ยันท่าพระเสาร์
กว่าจะถึงท่าพระอาทิตย์...
กะการเดินตากฝนปอยๆ โปรยปราย
ผ่านร้านที่เคยร้องเพลง "...ก่อน"
เดินมาถึงร้านหรู.......
มองเห็นร้านกะเตี๊ยวน้ำตกอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
ตัดสินใจข้ามไปนั่งกิน กดซะสองชาม
ตามด้วยการซื้อเบียร์มานั่งกดริมฟุตบาท
นั่งมองคนกินข้าวในร้านหรูนั้น
(ร้านที่เคยพาใครบางคนมากินด้วยกัน)
หนุ่มสาว คู่หนึ่งที่นั่งกินอยู่ชั้นสอง
มองผ่านบานกระจกใสใหญ่ของร้านมา
อมยิ้ม ดูคนนั่งกินเบียร์บนฟุตบาท
ดูเหมือนเขาและหลอนจะมีความสุข
ในการแอบชำเลืองมอง...การดื่มเบียร์ของข้าพเจ้า
จริงๆ ตังค์ในกระเป๋ามี
มีพอจะไปนั่งหลบฝนข้างในร้าน
สั่งเบียร์สดมากระแทกปากให้หายเหงา
แต่คงไม่มีคนที่มีความสุขคนไหนเข้าไปนั่งกินข้าวและกินเบียร์
ในร้านแบบนั้น ลำพังคนเดียวหรอก
คิดถึงใครบ้างคนจัง แต่ก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไป
เมื่อเราไม่ใช่มันก็ไม่ใช่อยู่วันยังค่ำ..
(เราน่าจะเข้าใจปรัชญาข้อนี้ดีอยู่แล้วเนี๊ยะน่า)
เหมือน อองโม โปโตปาซ๊ กล่าวไว้ว่า
"เมื่อเขาวางใจให้เราเป็นเพื่อน
การที่คิดจะรักเพื่อนมากกว่าเพื่อน
มันก็ไม่ต่างจากการผิดประเวณี..แสดดดดด.."
...............................................
กลับมาห้องนั่งตัดวีดีโอ ให้น้อง TYLS ที่น่ารักทุกคน
อัพสเปรต
อัพเบียร์ (ขวดเบียร์เกลื่อนกลาด ระเนระนาด)
เปิดเพลงช้าๆๆ
ทำเสร็จจะให้คนละ 1 แพ็คเกตไปเลย
ปล. อย่าลืมคิดถึงกันบ้างน่ะ น้องๆ TYLS
เพราะจะไม่มีรูปคนถ่าย ในภาพและวีดีโอที่เขาถ่าย
ปล.
เนื้อความในจดหมาย
ในซิงเกิ้ลเพลง "...ก่อน"
"มันไม่สำคัญว่าพี่จะถูกมองว่าเป็นอย่างไร
ไม่สำคํญเลย
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พี่เป็นคนที่ฉันบูชา แม้ไม่เข้าใจ
แต่จิตใจทั้งหมดของฉันยึดถือพี่เป็นที่พึ่ง
พี่คือตัวแทนของทุกๆ อย่าง ที่ฉันไม่มี
ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจหรือความมั่นใจ
ทุกสิ่งที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ ยังไม่มีจุดหมาย ไม่รู้จุดจบ
เคยตั้งความหวัง แต่ฉันกลัว
กลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงมัน ฉันกลัวว่า
ถ้าฉันทำไม่ได้ไปไม่ถึง ฉันจะเจ็บ
...เจ็บเกินกว่าจะทานทนได้
ฉันเคยเจ็บ...เจ็บจนใจมันล้า มันท้อ อยากตาย
มันสายเกินไปที่จะเรียกร้องสิ่งที่เสียไปให้กลับคืนมา
ทุกอย่างมันสายเกินไป
พี่สาวของฉัน...ฉันอยากบอกใครๆ ว่า
การตายของเขาไม่ใช่อุบัติเหตุ
เป็นผลของอารมณ์ความรู้สึก...ความรู้สึกที่ตกต่ำที่สุด
น่าเสียดายที่ก่อนที่เขาจะตัดสินใจ
เขาไม่ปรึกษาฉันเลย ฉันไม่ได้หวังว่า ฉันจะพูดให้เขาได้คิด
ฉันเพียงแต่หวังว่าถ้าฉันบอกเธอว่า
พี่กำลังจะกลับมา บางที..บางที่เพราะเขาบูชาพี่มากเหลือเกิน
บูชาพอๆ กับฉัน ทุกอย่างมันคงจะสายเกินไปที่จะเรียกร้องเอาตอนนี้
เวลามันผ่านไปแล้ว เขาจากไปแล้ว
โดยที่เขาไม่ทันได้ชื่นชมพี่อีกครั้งเลย
เสียดายที่เขาลืมนึกถึงพี่ในตอนนั้น ตอนที่อารมณ์ทุกอย่างถึงที่สุด
แต่มันก็ผ่านไปแล้ว
เขาก็จากไปแล้ว ฉันเองก็เกือบจะทำเช่นนั้น
เพียงแต่พี่คือคนที่อยู่ส่วนลึกของจิตใจของฉัน
ทุกครั้งที่ฉันไม่มีใคร พี่คือคนนั้น...คนที่ฉันคิดถึง
พี่...บทเพลงของพี่คือกำลังใจของฉัน
เมื่อพี่หายไปกำลังใจของฉันมันลดน้อยลงทุกที
แม้พี่ไม่ได้แต่งเพลงให้ใครเป็นพิเศษ
แต่ฉันอยากจะบอกใครๆ ว่ามันเป็นเพลงเพื่อฉัน
แต่ฉันไม่ทำหรอก ฉันไม่เห็นแก่ตัวขนาดนั้น
เพลงของพี่เป็นเพลงของทุกคน..ทุกคนที่ไร้ความหวัง
ต้องการกำลังใจ
แม้แต่พี่สาวของฉัน เขาอาจจะกำลังฟังเพลงของพี่ จากที่ใดที่หนึ่ง
ฉันขอขอบคุณพี่มากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
ฉันยังรักและบูชาพี่เสมอ
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด"
จำได้
ตอนนั้นเราคัดเอาเนื้อจดหมายฉบับนี้กะแกะคอร์ดกีตาร์
ทุกครั้งที่เล่นเพลง "...ก่อน"
เราจะท่องจดหมายฉบับนี้
คนฟังก็จะงงเรา.....
เพราะทุกครั้งเราไม่เคยจำมันได้ถูกเลย
จะถูกก็ตอนที่เอาดร๊าฟกอปปี้จดหมายที่แกะมาอ่าน
ถึงขั้นพับมันใส่กระเป๋ากางเกงขาสั้นมัธยม
อ่านและท่องเพื่อที่จะจำเนื้อจดหมายให้ได้
มันไม่สำคัญเลย...
ทุกครั้งที่ฟังเพลงนี้ไม่ได้คิดถึงพี่พราย
ไม่ได้คิดถึงหญิงสาวที่ได้จากไปก่อนเลย
แต่คิดถึง "...ก่อน"
ก่อนที่ทุกอย่างในชีวิตฉันจะสดใส
แค่เธออดทน คอยดูก่อน
...ก่อนที่..จะ
เอาอะไรมาวัด เป็นมาตรฐานว่าใครคนไหน
ประสบความสำเร็จในชีวิต
บัดซบ..แม่งตกหลุมปัจเจก เสรีนิยมเกินไป
มันไม่สำคัญเลย
ถึงฉันจะเป็นยังไง
แค่ตื่นมาเจอท้องฟ้าที่สดใส
หลับไปในคืนที่ดาวเต็มฟ้า
แล้วมีคนที่ฉันรัก คนที่รักฉัน และได้ทำในสิ่งที่ฉันรักที่จะทำมัน
"...ก่อน"
ก่อนดวงดาวจะเต็มฟ้า
ก่อนชีวิตจะรู้คุณค่า
ก่อนสิ้นศรัทธาจากหัวใจ
ก่อนคนอย่างฉันจะหมดไฟ
"อย่าเพิ่งด่วนจากไปก่อน"
คนดี................
...........................................................................
12 luglio ฉันก็มีแสงสว่างในตัวฉันเคยจำได้อยู่ว่า
ครั้งหนึ่ง ไอ้สุรไข่ย้อย มันพูดกะไอ้ "สุรเชต" ว่า
"ไอ้ที่กูเขียนโปสการ์ดอยู่ทุกวันนี้
มันไม่จำเป็นที่ว่าจะมีคนอ่านมันเปล่า
แต่สำคัญตรงที่กูได้เขียนมันแล้ว
มึงเข้าใจเปล่า...สาด..."
แล้วตั้งแต่วันนั้นไอ้สุรเชตมันก็ตั้งหน้าตั้งตา
เขียนโปสการ์ดถึงใครคนนั้นของมัน
...............................................................
.................................................................
เมื่อสองวันก่อนหน้านี้
เจอทามากิจัง...........
กะ โนริตะคุง
ที่ดิอิมโพเรียม
"ครูพงษ์" แล้วสองคนก็วิ่งเข้ามากอด
"ดีใจจัง"
ทำให้คิดถึงเด็กๆ ที่ "รักเนิร์สซะรี่" มาก
อยากกลับไปสอน อยากกลับไปเล่นด้วย
พอปิดเทอมเราก็หนีมาเลย
ไม่ได้ลา
ทำไงได้
"รอครูพงษ์เลิกเบียร์ โกนหนวด โกนเครา
ตามหาความฝัน กะ ความรักอีกสักปีก่อน
เดี๋ยวกลับไปสอนเหมือนเดิม แน่นอน"
...................................................
พอเย็นวันนั้น
กลับมาที่ห้องมาค้นหารูปถ่าย
วีดีโอ
ที่พวกเราถ่ายกันไว้เยอะแยะมาก ก็คิดถึง
เพราะตอนเราเรียนเราไม่ได้วาดรูปกันเท่าไหร่
เวลาเราจะหมดไปกะการถ่ายรูปกับถ่ายวิดีโอ
ทำหนังสั้น ทำวีดีโอไดอะรี ซะมากกว่าวาดรูป
จนเรามีงานวีดีโอตรึมเลย
....................................
ตอนนี้กำลังรวบรวมเป็น ดีวีดี อาทิตย์หน้าเอาไปให้แน่นอน "เด็กๆ ที่รัก"
เป็นของขวัญ และ ที่ระลึก
พ่อแม่พวกเขาเห็นอาจจะเห็นแววลูกๆ เขาก็ได้
ถ้าไม่เจอกัน คนบางคนก็จำไม่ได้ หรือเกือบจะลืมไปเลย
โดยเฉพราะผม
...................................................
ตกเย็น
วันนั้นเองออยที่รักก็โทรข้ามโลกมาว่าจะซื้อหนังสือมาฝาก
เราก็ตอบไปว่าเอา "เจ้าชายน้อย"
แล้วตกเย็นก็มีคนที่รักอีกคนเช่นกันโทรมาคุยเรื่อง "ดอกไม้ของเจ้าชายน้อย กะ ลูกแกะของเขา"
......................................
ก็เลยคิดถึงเด็กๆ ขึ้นมา
ว่า "ที่เจอพวกเค้า เพราะพวกเขามาเตือนว่าอย่าลืม
นิทานเจ้าชายน้อยที่เคยเล่นกัน
เพราะวันนั้นคุณครูจับฉลากแล้วได้เล่นเป็น
ดอกไม้ของเจ้าชายน้อย ผู้มีชื่อว่า มนัสพร"
แต่ทะเลาะกันอยู่ตั้นนานกว่าจะได้เล่น
เพราะมนัสพรเป็นผู้หญิง เล่นเป็นเจ้าชายไม่ได้
จนได้กิติกรมายืนยันช่วย
ถึงได้เล่นกัน
.......................................................
ความคิดถึงหวนมาหาอีกครั้ง
เลิกเบียร์ได้ เลิกเหงาได้ โกนหนวดได้ จะกลับไปสอนอีกน่ะ คนดี
.................................................................
..............................................................................................................
11 luglio เราต่างมีแสงสว่างในตัวเองดีใจที่ได้พูดความจริง (ในใจ บางส่วน) ออกไป
ให้ใครบางคนได้ฟัง
.........................................
ผมอาจจะไม่กลับไปเรียนมหาลัยให้จบ
บางทีผมก็เบื่อ
เซ็ง
กลับระบบการศึกษามหาวิทยาลัยของประเทศนี้จัง
ตอนนี้สมัครเรียน
course พิเศษกับ ART Association สองที่
เป็น แฟชั่นดีไซน์ กะ idea, creative thinking and the process
แฟชั่นนี้เรียนมาได้ 4ชั่วโมงแล้ว
ก่อนที่จะแยก เซคชั่น ที่ถนัด
โจทย์แรกที่เจอก็คือการออกแบบอะไรก็ได้ให้ตัวเอง
ไม่จำกัดประเภท ไม่จำกัดวัสดุ แต่ให้สะท้อนความเป็นตัวเองออกมา
ในหมวดดีไซน์เราเลย ออกแบบร้องเท้าไป มันล้ำมาก ตอนนี้อยู่ที่ร้านเย็บอยู่
ในหมวดดัดแปลงก็ซื้อเสื้อยืดจากวังหลังมาประยุกต์ นี้ก็โคตะระล้วนและล้ำ
ส่วนชั่วโมงที่จะเจอต่อไป
ก็ต้องจับคู่กะเพื่อนและสังเกตพร้อมทั้งออกแบบให้เพื่อน
แต่ใจจริงอยากใส่ร้องเท้าคู้ใหม่ก่อนจัง
.................................................
ส่งงานเขียนทำมือ เล่มใหม่ไปให้พ่อ
พอได้รับแกก็บอกว่า
"คนหนุ่ม คนสาว บางทีทำอะไรสักอย่างมันต้องไปให้สุด
มันจะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เค้าถึงเรียกว่าคนหนุ่มสาว"
ก็ฟังแต่ไม่ได้ตอบกลับ ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเพราะเราทำอะไรแล้ว
ไม่เคยไปได้สุดๆๆ สักที
...............
จริงๆ เธออาจจะไม่ได้ก้าวข้ามเส้นเข้ามา
ผมนี้แหละที่กลับไม่แน่ใจเองว่า
ความตั้งใจในการรักษาระยะห่างเอาไว้
ให้สัมพันธภาพสมดุล ของผมจะแน่วแน่หรือเปล่า
เพราะผมพยายามที่จะก้าวเข้าไปเอง
ผมค้นพบว่าความรู้สึกบางอย่างไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดและภาษาเขียนได้
รวมกับความไม่อยากรับสภาพความจริงที่จะได้รับ
หากเดินหน้าต่อไป
เวลาอาจรักษาสมดุลแห่งสัมพันธ์ทั้งหลายได้กว่าการจะพยายามทำอะไรบางอย่างต่อ
วันนั้นผมเลยโทรกลับไปบอก..
สิ่งที่อธิบายไม่ได้
มันได้รวมกัน"ไม่ถึงนาที"
ยังรอคอยคนของความรักเสมอ
สุรพงษ์แมน เพชรน้ำไหล
......................................................................................................................
24 giugno วัน..งานมากอยู่กะคอมตลอดเลยอาทิตย์นี้
..........
แต่มีอยู่วันหนึ่งที่ต้องวิ่งเอางานไปส่ง
ที่โรงแรมแถวสะพานควาย...นั้นเป็นวันเดียวที่จำได้ว่า
ได้นั่งรถออกไปนอกบ้าน
งานคอนเสิร์ต HUNGERFREE ต้องตกกระไดพลอย..กลายเป็นโจรไปด้วย
หลังจากแค่ รับงานออกแบบ Communication ที่เป็นดีไซน์แค่นั้น
ดันไปสมัครเป็น Valunteer กลายเป็นภรรยากำนันไป
ทั้งแถมด้วยงานอินทีเรีย .. สถานทีไปในตัวอีกต่างหาก
.........................
แต่ตอนนี้เลือกงั้นมากขึ้น
เอางานที่มีสาระหน่อย ล่าสุดก็งาน สิทธิสตรีกับความรุนแรง
งานของ NGO เดอะบิ๊กๆ ไปพรีเซนต์งานเจอแต่ผู้หญิง..แบบบรรยายไม่ถูกเลย
แต่จริงๆ ก็ดีใจที่ได้ช่วยเติมอะไรบางอย่างที่มันสร้างสรรค์
และก็มันๆ ให้งานรณรงค์เชิงสังคม
ที่ใครๆ คิดว่ามันทื้อๆๆ ไร่ความคิดสร้างสรรค์
........
เอาใจช่วยตัวเอง..กะงาน
และจะกลายเป็น...Valunteer ที่ดี
แต่ใครจะรู้ว่าความจริงแล้ว
"ฉันตามผู้หญิงไป"
................
11 giugno เรื่องของทะเล..........เรื่องราวของนักเดินทางที่รักทะเล 2 คน
เขา...สองคน
เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียน
เขารักทะเล ตกปลา แล่นเรือ
สนุกสนานกับการท่องทะเลไปเรื่อยๆ
จู่ๆๆๆ เขาสองคนก็แชร์ความฝัน...
ตรงกันว่า
ทั้งคุ่จะมีบ้านริมทะเลสักหลัง
บนเกาะสักเกาะ..หรือริมหาดสักแห่ง
........
พวกเขาเคยผูกเปลญวณ..นอนฟังเสียงคลื่น
แลบลิ้น..กินลมทะเล...
........
อยู่ๆ..อีกคนก็เปลี่ยนฝัน....
จากไป
ก่อนสึนามิมาสะอีก
..................
เหลือแต่คนที่ยังรักทะเล หาดทราย อีกคน
แต่ทะเล ทรายขาวสบายเท้า
ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
จนวันหนึ่งเขาได้เข้าใจว่า
จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ตกหลุมรักทะเล
กะ หาดทรายขาวเลย
และตั้งแต่วันนั้น
ที่เขาคิดได้....
เขาก็ไม่เคยไปทะเล
เลย..........
ภูเขา...ตันไม้....ทุ่งกว้าง
เดือนที่ผ่านมาเดินทางตลอด
ชีพจรลงตีน
จากอีสาน-ตะวันออก-เชียงใหม่
เรื่องราวมากมาย
......................................................
บางทีก็เริ่มคิดถึงเพื่อนเก่าๆ
หลายคนที่หายหน้าหายตาไป...เพราะหน้าที่การงาน....
บางที่มันก็คิดถึงความฝัน...
และคำพูดของพวกแกหลายๆ คน
และหลายๆๆ ตัวเหี้ย ตอนเมา
มันดีน่ะกูว่า...แต่ทำไมตอนพวกมึงหายเมา
แล้วมักจะลืมคำพูดที่เคยพูดไว้ตอนเมาทุกที่....
พวกมึงมันสาดดดดดดดด.....
..............................................
หลายครั้งที่กูพยายามเขียนจดหมาย
ส่งโปสการ์ดหาเพื่อนเก่า.....
บอกเล่าการเดินทาง..ของกู...มันทำให้กูรู้สึกว่า
พวกแกไม่ได้รู้เหี้ยอะไรเลย........
จะเหลือแต่ไอ้ตัวเหี้ยที่เมาๆๆ กันทุกวัน
โปสการ์ดไม่เคยเขียนถึงเพื่อน เขียนหาแต่หญิง
...........................................
การเดินทางสู่อีสาน
ของพวกกูจึงมีแต่กูและกูและกูและกูแค่สี่คน....
ไอ้ที่แลบลิ้นรับปากไว้...ไม่โผล่
รู้ไหมว่าพวกกูต้องแบกหนังสือพอๆ กะ สิบกว่าคนที่รับปากว่าจะเดินทางด้วยแบก
แต่มันไม่ใช่ความทุกข์หรอกเพื่อน.......
ที่เขียนไว้ในนี้ คงมีเหี้ยแค่เพียงบางตัวได้อ่าน
เพราะอีกหลายตัวปฎิเสธ ไดอะรี่บนไซเบอร์
แน่นอนมันสู้ไม่ได้กะการที่จะเขียนโปสการ์ดถึงพวกมึงสักแผ่น..
................
นี้เป็นข้อความของโปสการ์ด..จากการเดินทางไปอีสาน
สำหรับพวกแก
..............................................................................
..............................................................................
พวกแกจะรู้เหี้ยอะไร
ว่าการเดินทางด้วยรถไฟครั้งนี้มันสุดยอดแค่ไหน
พวกกูได้ซื้อตั๋วรถไฟ..ได้ตั๋วยืน...แต่กูได้นั่ง
ไม่ต้องงง..เพราะฉันไม่ได้ไปแย่งที่ใครนั่ง
แต่นั่งกลับพื้นโว้ย
สิ่งพิเศษอีกอย่างคือ
โบกี้ที่นั่งเป็นโบกี้สุดท้าย ท้ายสุดของขบวน
กูกะไอ้สุรวิทย์นั่งตรงประตูท้ายของโบกี้น่ะแหละ
แม่งเอ้ยลมนี้เย็นสุดยอด
กลิ่นฉี่กลิ่นอึนี้ลอยว่อนเข้าจมูก
แต่มันไม่ทำให้เราสองคนต้องผลักจากที่นั่ง
ท้ายขบวนที่สุดไปได้หรอก
เพราะเบียร์ที่คุณสุรวิทย์ซื้อกักมาตั้งแต่กรุงเทพฯ
มันพอสำหรับที่จะให้ไอ้เหี้ยสุรกิอาบได้เลย
พอพูดถึงมัน มันก็โผล่มา
แล้วไอ้สุรกิมันก็เมาเต็มที่ ชี้นิ้วมาที่กูแล้วมันบอกว่า
"มึงจะรู้เหี้ยอะไร
ว่าอีสานมีของน่ะโว้ย
ระวังมันจะเข้าตัว..มึง..สาด...
คนโบราณเขาเล่ามา
ว่าคนที่เดินทางมาอีสานนักมีอยู่สามแบบ
หนึ่งมาตามหาคนรักที่ผลัดหลง
สองคือคนที่จะเดินทางต่อไปเวียงจันทร์
สามคือคนที่สิ้นหวังในชีวิต
แล้วมึงจัดอยู่ไหนประเภทไหน"
กูเลยชี้หน้ามันคืน
แล้วตอบมันกลับไปว่า
"มึงจะรู้เหี้ยอะไรสาดด.......
กูไปหาพ่อกูโว้ย
สาดดดดดดด......."
แล้วให้เหี้ยวิทย์ มันก็ร้องเพลง "ด่วน บขส."
.....................................
.....................................
กูขอจบโปสการ์ดแผ่นไปเที่ยวอีสานแค่นี้ก่อน
แผ่นตอนไปคือ ฉะเชิงเทรา
แม่งไม่มีเหี้ยตัวไหนไปเลย มีกูกับไอ้สุรกิ สองคน
..............
18 maggio ......................................เสรีภาพที้แท้จริง บางทีฉันก็ยังไปไม่สุด ชีวิตฉัน..บางทีฉันก็สร้างกรอบจำกัดมันไว้เยอะทีเดียว บางที ก็อยากวิ่งตามฝันให้มันสุดๆ ไปเลย มันอาจ สนุก ตื่นเต้น สุขบ้าง ทุกข์นี้ของจริง อุปสรรคจนท้อ เพื่อนก็ค่อยๆ ถอนตัว ออกไปยืนไกลๆ เพื่อนบางคนก็ครบครึ่งทาง ระหว่าง ความฝัน กะ ชีวิตจริง เราก็รับงานที่เราชอบเพียงให้เรา กะ ความฝันอยู่รอด จะได้มีแรงฝันไปเรื่อยๆ แต่ก็เซ็งที่ต้องแก้งานบ่อยๆ วันนี้ส่งงานเสร็จ เดินกลับ........เพราะเซ็งรถติดในวันศุกร์ มหานครบางกอกตอนเย็น.... คนเดินกระชุก...แต่ล้วนเหงาๆ กันทั้งนั้น เราก็เหมือนกัน เดินคนเดียวมาสองจะสามเดือนแล้ว ............ นั่งหยุดพัก กะจะกินมาม่า ตรงคลองน้ำเน่าซะหน่อยวันนี้ สูดกลิ่นเหม็นๆ ของมัน มองดูขวดเบียร์ลอยชูคออยู่กลางคลอง... อิจฉาขวดเบียร์จัง...ที่คนทิ้งมันลงคลอง ดีกว่าทิ้งลงถังขยะ...เพราะแกจะได้มีชีวิตที่ยืดขึ้น ดีกว่าถูกรีไซเคิลเน๊อะ ฟ้าครึ้ม.....ตอนเย็นๆ เป็นเวลาที่ทำเอาใจคนดีๆ หาย... มาม่า..ที่รัก...ฉันได้ให้เธอกะคนที่มีความจำเป็นมากกว่าฉันแล้วหล่ะ บางทีฉันก็อยากจะหยุดรอคอยบางอย่างเฉยๆ โดยไม่ทำอะไร.......... คิดถึงใครบางคนจัง
.......................................................................... 25 aprile .........................หากคำกล่าวอ้างของพวกคุณ
เป็นความจริงใจที่มีต่อศิลปะร่วมสมัยละก้อ.............
ผมขอยกคำกล่าวอ้างของพวกคุณ..มาจำใส่สมองขี้เลื่อย..เหี้ยของพวกผม...
หากแต่ว่าถ้าคำกล่าวอ้างของพวกคุณ..ที่ไม่ใช้เหี้ย..เหมือนพวกผม...มันจะทำให้พวกผมสำเหนียกในความเป็นเหี้ยในตัวเอง
ที่มิควร..ที่จะไปอาจเอื้อมไปของทุนจากพวกคุณอีก.....
" ศิลปะและวัฒนธรรมคือการถ่ายทอดสืบสานระหว่างมนุษย์แต่ละยุคสมัย สังคมที่มีรากฐานทางศิลปวัฒนธรรมแข็งแรง ย่อมเป็นเพราะมีการถ่ายทอดสืบสานอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ด้วยเหตุนี้ บุคลากรศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญ นอกจากผู้ที่เคลื่อนไหวอย่างโดดเด่นสม่ำเสมอแล้ว ยังน่าจะรวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงของการสะสมประสบการณ์และลองผิดลองถูก เพราะเขาและเธอเหล่านั้นเอง ที่จะก้าวสู่บทบาทของการสานต่อทางศิลปวํฒนธรรมในอนาคต
สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ไม่เพียงเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนา สร้างสรรค์ผลงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของชาติเท่านั้น แต่เป็นหน่วยงานที่เป็นแกนกลางระหว่างศิลปินและประชาชน เพื่อนำเสนอ งานศิลปะจากศิลปินกลุ่มต่างๆ ไปสู่ประชาชนในสังคมให้ใช้งานศิลปะเป็นทางเลือกในการพัฒนาศักยภาพในการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข และสุนทรีย์"
คำพูดนี้ไม่เพืยงแต่พวกคุณพูดกรอกหูผม..ในวันที่ผมคุณหาทางปฏิเสธไม่ให้เงินทุนสนับสนุนทำกิจกรรมผมเท่านั้น
ซ้ำร้ายผมยังมาเห็นมันอีกครั้งใน บทบรรณาธิการ นิตยสารบ้านๆ ที่พวกคุณมีเงินเยอะแยะในการทำแต่ทำออกมาได้แบบทุเรศเหี้ยสุดๆ ชื่อ "สยามร่วมสมัย" เล่ม 7
คุณพูดออกมาได้......................
ไอ้เหี้ย..ผมสบถต่อตัวเอง........ไม่รู้ว่าพวกคุณเข้าใจมันมากแค่ไหนในการทำงานมวลชนกับศิลปะร่วมสมัย...............มากแค่ไหน...สาด
............ไม่ใช่ผมเจ็บปวดหรอกที่ถูกพวกคุณปฏิเสธ.....แต่มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในการทำงานของพวกคุณ
........................................
........................................
ถึงสุรเหี้ยทั้งหลาย
ประกาศให้ทราบ
ในงานนิทรรศการต่างๆ งานศิลปะ..กิจกรรมต่างๆ ที่มีตราโลโก้ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย..นั้นความเป็นจริงเขาเป็นพาร์ทเนอร์จัด โดยไม่ให้เงินสนับสนุนสักบาท
บางที่อาจมีให้แต่ก็ส่วนน้อย...เพราะฉะนั้นกลยุทธ์การทำงานเรื่องการให้เงินสนับสนุนศิลปินทำกิจกรรมศิลปะทำ.."ไม่ใช่งานเรา" เขาบอก
เพราะฉะนั้นอย่าไป ขอให้มันเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนเลย เสียเวลา เพราะ
"มันไม่ใช่กุลยุทธ์การพัฒนาวงการศิลปะร่วมสมัยของเรา" มันจะบอกมึงอย่างนี้
..............
อีกอย่างหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับพวกมัน...คือ เขาไม่คิดว่า งานวรรณกรรม เป็นศิลปร่วมสมัย
นี้เป็นความผิดประเด็นร้ายแรงของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย...มันคิดได้อย่างไร
รู้ไว้............
จึงไม่ต้องแปลกใจ..ว่าทำไมไม่เห็นมันโผล่ไปร่วมงาน วรรณกรรม....งานเขียน.....เลยซะครั้ง
..............
ปล.สุรเหี้ยทั้งหลาย...เฮ็ดโปรเจ็คยังเหลือน่ะโว้ย....
มันอาจจะเป็นความหวังสำหรับเราก็ได้
......................รีบน่ะโว้ย...........................
เจอกูสุรพงษ์
21 aprile กูไปด้วย"กระโตง...กระเตงฝัน...ไปแบ่งปันสู่ดวงดาว" เส้นทางยาวจาก กรุงเทพฯ - ลาว เลยน่ะจ๊ะ
ลมฤดูร้อนกำลังจะพัดผ่านไปแล้วน่ะโว้ย
ลมฝนพฤษภาอากาศชื้นๆ กำลังจะมาแทนที่
แม่งพวกเรา..พวกมึงน่ะแหละ ยังไม่ได้ทำอะไรดีๆ ให้เพื่อนร่วมโลกเลย
ทำแต่งานของตัวเอง กินเหล้า แดกเบียร์ แดกเหี้ย แดกหมา ไปวันๆ
เจ็บปวดเน๊อะ
........................................
จำได้ครั้งสุดท้าย ที่พวกมึงไปเชียงใหม่
ขาไปพวกมึงก็เมา ขากลับพวกมึงก็ยังเมา...ไอ้สาด
ครานี้เราคงไม่ไปเชียงใหม่แล้วว่ะ............
"กระโตง...กระเตงฝัน...ไปแบ่งปันดาว"ครั้งนี้
จากกรุงเทพฯ - อุบล - ไปยโสธร - ยันประเทศลาว
หิ้วหอบหนังสือ กะ ไดอะรี่ ฝากห้องสมุดน้องๆ ตามรายทาง
พอถึง ด่านช่องเม็กที่อุบล ใครจะกลับ ใครจะไปลาวต่อ...ก็แล้วแต่ศรัทธา..
เดินทางออกจากกรุงเทพฯ 20.00 น. สถานีรถไฟหัวลำโพง ในวันที่ 3 พฤษาคมนี้
แบ็คแพ็คน่ะโว้ย.......ดูแลตัวเองทุกอย่าง
อย่าให้เหมือนคราวก่อน....
ไอ้เหี้ยบางตัวไม่ได้เอาถุงนอนไป ก็มามุดกะคนอื่น
ปลากระป๋อง มาม่า กาแฟ ขนม อย่าให้ขาดน่ะโว้ย
และอย่าลืม 2 อย่างนี้เด็ดขาด
- เรื่องราวของความฝัน คนละ 1 เรื่อง
- กะของมีคุณค่าที่ใช้แล้ว แต่อยากให้เพื่อน
เพื่อเอาไว้แลกเปลี่ยนกันตลอดรายทาง
สุรล้วน และสุรเหี้ยทั้งหลาย
ติดต่อที่ไอ้ สุรกิเลยน่ะ
19 aprile .................>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ปัจเจกชนนิยมกลายเป็นวิถีชีวิตกระแสหลัก
การมีตัวตนมีชื่อเสียงในสังคมก็เป็นกระแสนิยมไม่แพ้กัน
กูตกหลุมสิ่งเหล่านี้แล้วว่ะ
เมื่อรู้สึกตัวกูก็สับสนไปซะแล้ว
มันอะไรกันแน่ยุคสมัย
ร่วมสมัย...แต่ไม่เคยร่วมกัน
หลังสมัยใหม่...แล้วมาตั้งคำถามอะไรกับวัยรุ่นว่ะ
พวกเราไม่ได้สร้าง
แล้วมาถามความรับผิดชอบในฐานะอยู่
ก็กูทำในสิ่งที่ตัวเองรัก
เขาทำในสิ่งที่เขาชอบ
เสรีภาพของกู
เสรีภาพของเขา
ส่วนรวมไม่ใช่คำตอบ
เมื่อศูนย์กลางได้กลายเป็นเสรีภาพของใครของมัน
แล้วมาถามความรับผิดชอบในฐานะคนอยู่
เพื่ออะไร
แล้วไม่ถามความรับผิดชอบในฐานะคนอยู่
เพื่ออะไร
แล้วไม่ถามความรับผิดชอบในฐานะคนสร้างบ้าง
สาด.........
มาแว้ว !
SURAPONGMAN ARABAN ACTION FOR CHANGE
การกลับมาอีกครั้งของ The Redman.............
ในรูปโฉมใหม่.........หลังจากเมื่อหนึ่งปีก่อน..มันได้ทำให้ผู้คน..กว่าสามร้อยชีวิตที่ลานน้ำพุเซนเตอร์พอยท์ และกว่าพันสายตาทื่ฮ่องกง อึ้ง..ทึ้ง..เสียว..มาแล้วกับ
"กระเทียมเทย"..........และ performane จาก the redman team
การกลับมาครั้งนี้ ของ The Redman มาในนาม SURAPONGMAN
มีสองตอนด้วยกัน คือ ตอนกำเนิด SURAPONGMAN และตอนขบวนการเข้าถึงสิทธิอาหาร
มันโคตร
ติดตามได้ที่สุรพงษ์
และบางร้านที่วางจำหน่ายเท่านั้น
......................................................................................
สัตว์ตรูหมายเลขหนึ่งของ สุรพงษ์แมน คือ
SURAWITMAN
มนุษย์หน้าหมา ผู้อยู่ใต้หน้ากากหมาดำ ผู้ได้รับพลังหมาดำ...ผ่านมาทางสายเลือดจากรุ่นโคตรเหง้า รุ่นแล้วรุ่นเล่า
ผู้แดกส์ไก่เน่าและขี้เยี่ยงหมาทั่วไปเป็นอาหาร
เป็นหัวหน้าขบวนการ BACK DOGGER ผู้หวังจะทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกที่น่าอยู่
ให้เหลือแต่เผ่าพันธุ์หมานุษย์ดำ ของเขาเท่านั้น
ฉายาของเขาคือ
"ไอ้หน้าหมา..สุรวิทย์"
............
"ก็พ่อกูเป็นหมานิ่..สาด"
16 aprile หนังสือยอดเยี่ยม รางวัลหมีน้อยอุลตร้า..อู้ด..อู้ด..2589:เราเพียงผู้มาเยือน
คว้ารางวัล หนังสือยอดเยี่ยม หมีน้อยอุลตร้า..อู้ด..อู้ด
ผู้แต่ง ...สุรเหี้ย..เห้ย..สุรเชต เพชรน้ำล้วน
หลังจากนวนิยายวิทยาศาสตร์ กุ๊ก..ก๊อก..2589 เราเพียงผู้มาเยือน
เดินสายกวาดรางวัลหนังสือยอดเยื่ยม มาแล้วหลายสถาบัน
ไม่ว่าจะเป็น รางวัลนวนิยายวิทยาศาสตร์ จันตรี ศริบุญรอดแล้ว
ยังตามติดมาด้วย เซเว่นบุ๊คอวอร์ด
พร้อมทั้งล่าสุด คว้ารางวัลชมเชยหนังสือยอดเยี่ยมแห่งปี 2550 สำหรับเด็กและวัยรุ่น
และอีกครั้ง..ที่ 2589 เราเพียงผู้มาเยือน
สามารถคว้ารางวัล หนังสือยอดเยี่ยม รางวัลหมีน้อยอุลตร้า ..อู้ด..อู้ด...
จากสถาบันหมีน้อยอุลตร้า..อู้ด..อู้ด
พร้อมโล่หมีน้อยอุลตร้า..อู๊ด..อู๊ด.. กะ เงินรางวัล 100,000,000.0000 กีบ
..............................
มาฟังความคิดเห็นกรรมการ
"มันยอดมากครับ ความรู้สึกแผ่ซานเสียวตอนอ่าน...มันเป็นการใช้คำที่บรรยายแล้วเห็น ถึงรูดากเลยครับ
นักเขียน เขาทำได้ยอดมาก"..............ดร.หมีแพนด้า หมีแพนด้า
"ผมคิดว่ามันเป็นนิยายที่บรรยายฉากไดโนเสาร์ได้ดีมาก ผมชอบตอนหนึ่งที่พระเอกของเรื่องเอาตูดไดโนเสาร์ แม้ไม่เคยเห็นไดโนเสาร์จริงๆแต่ผมเชื่อแน่ว่าคุณต้องเห็นภาพ
อีกฉากหนึ่งตอนนางเอกของเรื่องช่วยตัวเองเขาทำได้ดีมากเลยแม้คุณไม่ใช่ผู้หญิงแต่คุณต้องรู้สึกมีอารมณ์ร่วมแน่นนอน ผมแนะนำว่าวัยรุ่นอายุไม่เกินห้าขวบควรอ่าน" ดร.ตรินศรี แพนด้าน่ารัก
"ฉันว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักชีวภาพที่สุดยอดมาก สูตรผสมปุ๋ยที่เชื่อมโยงกันระหว่างจิตวิญญาณกับจิตรกร...แล้วเอาขี้ใส่..เอาขี้ไก่มาทา..ซาร่าเลยห่ะ" ดร.สมเกีรยติยศ ตั้งนะโมตะสะสามจบสาธุ
..................................................... 12 aprile Suraoil photo by surapongMY LIFE MUST GO ON............
MY HEART NEEDS LOVE.......
MY LIFE STILL NEEDS DREAMS........
ME STILL NEED COURAGE.....................................
I ASK FOR THE STARS,,,,,,,,,,,,,,,,
WHEN I FEEL LONELY,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
HOW LONG....................
HOW LONG...................................
you come back
ครั้งหนึ่ง
เราเคยไปถ่ายภาพ
ทำ Ergo 24 hour magazine ให้นาย
เราแอบถ่ายภาพนายเก็บไว้ เมื่อคืนออนเอ็ม ได้ยินว่านายอยากได้รูปสวยๆ
นี่เราคิดว่า ภาพนี้เป็นภาพนายที่เราประทับใจเพราะนายเป็นธรรมชาติมาก save เอาไปได้
รักน่ะ.....
รีบไปรีบกลับอย่าอยู่นานน่ะโว้ย
..........................................................................................................
14 เมษายนแล้ว
เราออนเอ็มตลอด.........แต่ไม่เจอนายเลย
นายหายไปสองวันแล้ว................................
ยังไงช่วยติดตามกลับด้วย.........
อยากคุย HERE..HERE..HERE..project
ประกาศ!!!!!!!!!!! โครงการปิด TV เหี้ย...เหี้ย...เหี้ย....... ชื่อเดิม โครงการปิด TV 555.......................... กลัวชื่อโครงการจะไม่ถูกใจ พวกสุรเหี้ย.....เหี้ย...อย่างพวกมึงทั้งเหี้ย ที่ถูกคอชอบใจแต่จะลากไก่เน่าลงคลองกิน..ไปวันๆ...........แต่ถึงกระนั้นก็ตามหากดูตามฐานนันดรศักดิ์...ชาติตระกูลเหี้ยอย่างพวกมึง สุรกิ...สุรมั้ง.....สุรวิทย์...สุรเดี่ยว...สุรบอย...สุรแจ็ค...สุรเหี้ยทั้งหลายกูขี้เกียจไล่ชื่อ คงไม่มี TV ดูกันหรอก เพราะฉะนั้น...มึงเจอกูแน่...กูไปชัวร์...พวกเหี้ยๆ อย่างมึงก็สมควรไป เพราะจะมัว มือจกดากปากคาบไก่เน่าไม่สร้างสรรค์ไปวันๆทำเหี้ยอะไร เหี้ยถอก...................เห็นใจว่ะ
ลายละเอียดเพิ่มเติมหาดมได้ที่ http://www.wechange555.com ซึ่งพวกมึงถนัดการใช้จมูกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
เจอกู
สุรพงษ์....................
>>>>>>>>>>>>ไปชัวร์ล้วน
ขอเชิญพี่น้องผองล้วน...สุรล้วน..และสุรเหี้ยทั้งหลาย
ร่วมออกบุธ แสดงงาน ขายสินค้า และร่วมกิจกรรม สัปดาห์ปิดทีวี 555....กับพี่น้องต้นกล้า
วันที่ 23-29 เมษายน 2550 สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์
มีทั้ง CMYK magazino ,ปราจารยสาร, หนังสือทำมือ, และงานที่เป็นทางเลือกจากกระแสหลักจริงๆ
"ร่วมกันสร้างหนทางของหนังสือทางเลือก..และทิศทางหนังสือให้กลับ
สู่งานศิลปะวรรณกรรมอย่างแท้จริง"
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ประกาศ
พี่น้องผองล้วนทั้งหลาย
โดยเฉพาะไอ้ตัวเหี้ย.....
ใครสนใจ
โปรดติดต่อสุรพงษ์ พร้อม Idea น่ะโว้ย ไม่ใช่ ไอ้เหี้ย
HED Project Poster designed by Surapong
............................................................................................................
SYNDROMES
AND
A CENTURY
แสงศตวรรษ..........
ไอ้เหี้ยเห็นไหม...กูบอกมึงแล้วว่า..ให้เชื่อมั่นในความเหี้ย..และเส้นทางเหี้ย..เหี้ย..ของตัวเอง
มึงดู "สรุเจ้ย" พี่อภิชาติพวง...เห้ย...อภิชาติสุรพงษ์...เห้ย..อภิชาติพงศ์เป็นตัวอย่าง........
ถึง "แสงสาดตะวรรษ" เห้ย......"แสงสตวรรษ" จะถูกกระทรวงวัฒณธรรม..เหี้ยๆ...
ที่แม่งไม่รู้เหี้ยอะไรเลย เซ็นเซอร์..ไม่ให้ฉาย...........ในโรงใหญ่
แต่ก็ยังมีบางโรงที่เข้าฉาย..กูไม่ก็ไม่แน่ใจว่าโรงไหนบ้าง........
แต่กรูเชื่อว่า...พวกเหี้ยๆ อย่างพวกมึงคงใช้จมูกพิสูจน์กลิ่นเองได้...ว่าจะฉายโรงไหน..
ซึ่งพวกเหี้ยอย่างมึง......ถนัดอยู่แล้ว
..........และอะไรเหี้ยก็คือเหี้ย.....มันจะอยู่ที่ไหนมันก็เป็นเหี้ย
มึงดู "แสงศตวรรษ" และสุรเจ้ย เป็นตัวอย่าง
ล่าสุดน่ะโว้ย....หนังเรื่องเหี้ยนี้ ฟาดรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม
จากงาน Asian Film Award ส่วนหนึ่งในงาน Hong Kong Intermational Film Festival
ซึ่งกู สุรพงษ์ พ่อของพวกมึงไปเหยียบมาแล้ว โดยเฉพาะ Hong Kong Art Museum ที่ขี้ของกูเองหล่ะ
ซึงแน่นอนมาตรฐานสุงส่งกว่า Bangkok Film Festival เหี้ยๆ นี่แน่นอน
ลำดับภาพยอดเยี่ยม...แสงศตวรรษ โดย ลี ชาตะเมธีกุล
ส่วน สุรเจ้ย มีชื่อเสนอเข้า ผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ไม่รู้ว่าใครได้ ช่างเหี้ยมันเถอะ
ถึงพวกเหี้ยถอก...อย่างพวกมึง...........
กูเชื่อแน่นอนว่า ..แสงสตวรรษ..มันต้องไปดังที่อเมริกา..ยุโรป...และก็เทศกาลหนังต่างประเทศแน่นอน
เสน่ห์อย่างชัดเจนของมันอย่างหนึ่งที่พวกมึง...เหี้ยถอก...ต้องรู้ไว้คือ
เสน่ห์ความร่วมสมัย..........ในเชิงศิลปะ....ไอ้เหี้ย
จำใส่สมองที่มีแต่เหี้ยของพวกมึงไว้
"แสงสตวรรษ" เล่าเรื่องเป็นสองส่วนอีกเช่นเดิม...เหมือน "สัตว์ประเหี้ย"..กะ..."สุดเสน่ห์เหี้ย"
กูว่ามันกลายเป็นเอกลักษณ์ของพี่เขาไปแล้วว่ะ....ซึ่งพี่เขาเริ่มใช้มันเนียนขึ้น...ชั้นเหี้ย..เห้ย..ชั้นเซียน
คัดซีนแต่ละฉากเขาบอกว่าไม่เยอะ...กูตามดูทีเซอรในเว็ปหลายที่แล้วเหี้ยมาก......
กระทรวงวัฒณเหี้ย มันดูก่อนใคร..แล้วจะให้หั่นบางฉากออก
พวกนี้แม่งไม่รู้เหี้ยอะไร....มันหั่นออกแล้วจะสื่อ...สารที่มีอยู่ยังไง
ขนาดดูเต็มเรื่องคนดูยังเหี้ย...ไม่รู้เรื่อง.....
มันไม่รู้เรื่องอะไรเลยพวกเหี้ยนี้
ดีแล้วที่เลีอกแคนเซอร์ไม่ตัด...เพราะฉะนั้นเราก็ดูเต็มๆ บางโรงเท่านั้น
.........
สิ่งที่กูอยากบอกกับพวกเหี้ย..อย่างพวกมึง..โดยเฉพาะไอ้สุรวิทย์ที่
มิควรวิจารณ์และหมิ่นพระบรมเดชาณุเหี้ยของงานกู..........
เสน่ห์ของ "แสงศตวรรษ" คือการเล่าเรื่องหนั่งหนึ่งเรื่องนี้...เป็นสองส่วน
ซึงมันถือว่าเป็นขนบอย่างหนึ่งของ Expiramental film ซึ่งเป็น post-hollywood movie เทียว ไอ้ควยถอก
แต่รากสาดของการปฏิเสธการ linear นี้มันเกิดขึ้นที่งานวรรณกรรมก่อน
จากกลุ่ม ศิลปิน Anti-Aristotian อริสโตเติลเป็นพ่อของพวกมึง เล่าเรื่องเส้นตรง ลำดับเหตูการณ์ มึเรื่มต้น ตรงกลาง ไคลแมกซ์
และจบเรื่อง........ซึ่งนี้คือพ่อของพวกมึง
แต่ Expiramental มาเพื่อถึบหน้าพ่อของพวกเหี้ยอย่างมึง
เพราะฉะนั้นกูฟันธงเลยว่ะ การเล่าเรื่องของหนัง..และวรรณกรรม เรื่องสั้น บทกวี..นวนิยาย..คืออย่างเดียวกัน
มันใช่กันได้.................
แต่วรรณกรรมมันดักดาษ..........
หนังมันได้พํฒนาเหี้ยการเล่าเรื่องของมันไปไกลกว่า วรรณกรรมงานเขียนแล้ว
พวกเหี้ยอย่างมึง....โปรดฟังกูอีกครั้ง
ว่านี่แหละมันคือการพัฒนาและเติบโตอย่างแท้จริงของศิลปะ..........
ไอ้ส้นเหี้ย....
tradition&culture ในขนบกรรมมีไว้ให้พวกเหี้ยอย่างพวกมึงเรืยนรู้ ไม่ใช่ยึดติด เกาะติดเป็นแบบอย่าง
มึงจะรู้เหี้ยอะไร.........
พวกเหี้ยอย่างมึงเอาไปคิดดูก่อน
ก่อนที่กูจะพูดเรื่อง post & deconstruction....ศิลปะร่วมสมัย และงานวรรณกรรม
เดี๋ยวกูให้พวกมึงกินตันกูแน่...........
กูให้พรพวกเหี้ยอย่างพวกมึงแค่นี้ก่อน....
พวกมึงคงไม่ชอบเท่ากับให้ไก่เน่า..หรอก...ใช่ไหม
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
The Imperfect love Return
น่ะโว้ย
มันอีกแล้วน่ะโว้ยคราวนี้กูตั้งใจจริงๆ สาด
"เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 11" ของมูลนิธิหนังไทย เปิดรับหนังสั้นแล้ว
กูจะรีเมค...ไอ้ยอดมนุษย์ขี้.....
แปลงร่างเป็นขี้................
ไอ้อ้นไม่อยู่แล้ว..............เหลือสุรวิทย์เป็นความหวังเดียว......
กูให้มึงเป็นพระเอก
เหี้ยเพื่อเหี้ย....ช่วยกูหน่อยน่ะโว้ย
คราวนี้กูหวังสูงโว้ย............
สุดท้ายของให้....สุรเหี้ยทุกตัว..เข้มแข็ง..
เชื่อในความเหี้ย..และเส้นทางเหี้ย ..เหี้ย..ของตัวเองต่อไป
......
สุดท้ายจริงๆ กูขอฝากคำพูดของพ่อกูอีกคน สุรเช่ .....นิตช์เช่ "ศิลปินและผู้ติตตามต้องหมั่นก้าวไปข้างหน้า"
Artist and his followers must keep step", Human,All too Human กูอาจจะแปลได้เหี้ยหน่อย..เพราะต้องเปิดดิกนาน
"การเปลี่ยนแปลงเพื่อยกระด้บเหี้ยสู่ความก้าวหน้าทางรูปแบบ
ย่อมเป็นไปอย่างเหี้ยและเชื่องช้า เหี้ยสุดๆ
หาเหี้ยเป็นเพราะศิลปินเหี้ยฝ่ายเดียว
หากเป็นเพราะว่าผู้ชมกะผู้ฟังนั้นเหี้ยด้วยกัน...โดยผู้เสพจะต้องรู้ว่าขณะนั้นศิลปะมันก้าวเหี้ยไปถึงไหนแล้ว
ไม่เช่นเหี้ยแล้ว...ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการที่ศิลปินเหี้ยๆ สร้างผลงานไว้ในระดับเพดานสูงชั้นเหี้ย
แล้วผู้ชมเหี้ยต้องปีนป่ายขึ้นไปดูจะเกิดอย่างมหาเหี้ยเลย
ซ้ำเหี้ยแล้วอาจผละจาก หนีหาย ลดระดับตัวเองลงอีก ถึงขั้นไม่เห็นรู้เหี้ยอะไรเลย อีกนี้มันไม่ใช่
ศิลปินร่วมสมัยที่เหี้ยทั้งหลายต้องรับผิดชอบ
เพราะว่าเมื่อใดที่ศิลปินไม่สามารถยกระดับจิตสำนึกฝูงชนเหี้ยได้
นั่นยิ่งจะส่งผลเหี้ย และเสื่อมเหี้ย..สาด...แสด..มาก
ยิ่งอัจฉริยะบุคคลรุดหน้า..เจริญความเหี้ยให้สูงส่งมากเพียงใด ก็จะไม่เป็นเหี้ยแล้ว แต่จะกลายเป็นพญาอินทรีย์ ที่กุมเหี้ยไว้ในอุ้มตีน
หากพาเหี้ยบินสูงขึ้นสู่หลืบ กลีบเมฆ
และถ้าไม่รับผิดชอย...ปล่อยเหี้ยลงมา
นั้นแหละคือ หายนะ..ของเหี้ย"
มึงจะเป็นอินทีรย์ หรือเหี้ยตกฟ้า หรือมึงจะบอกให้เหี้ยเดินเพ่นพ่าน ทำให้สังคมดีๆ กลายเป็นสังคมเหี้ยว่ะ
ควยถอกอย่างพวกมึงคิดดู...
.........................................................................................................
แด่ "สุรเชต เพชรน้ำล้วน"
สำหรับความมืดบอดของควายถอก ทางความคิด
เชิงวรรณศิลป์ที่ตายแล้ว...ของมึง
สลุดเหี้ยแด่ "ไดอะรี่เหี้ย...สีดำ...กับความทรงจำ..เหี้ย.เหี้ย...ที่หายสาปสูญไป...ควาย"........................
ลดตัววิจารณ์ By สุรพงษ์ เพชรน้ำไหล
................
เหี้ยตัวที่หนึ่ง.........วรรณศิลป์
เหี้ยถอกวรรณศิลป์เรื่องห่าเหวนี้..มึงต้องวาง Position...มันก่อนไอ้ควาย........
ประเด็นระดับการ commu เรื่องนี้มันทำให้คิดอยู่สองอย่าง...
คือวรรณศิลป์ของเรื่องนี้ มันเป็นเหี้ยอะไรระหว่าง formal กับ Novel
มึงจะให้มันเป็น ฮาร์ดคอร์ หรือฟอรแมลสามัญ หรือ ศัพท์แต่งเสริมเกินคนพูด
ควาย..ถ้าใช้มั่ว มันจะกระโดดเหมือนที่เป็นอยู่
มึงต้องจำใส่ขมองขี้เลื่อยของมึงว่า
เรื่องของมึง ไม่ใช่งานทดลอง เป็นเรียล มึงจึงจะมาลูกผสมไม่ได้สาด
ไอ้แสด....มันเลยไม่ชัดเจน มึงใช้บางทีก็คำพูดสามัญชนธรรมดา..แล้วบางช่วงมึงก็ใช้ศัพท์แสงสูงส่งเหี้ยบวกเข้าไป
สรุปแล้วไอ้เหี้ยในเรื่องนี้มันไม่ใช่คนธรรมดา..มันมีการศึกษาอย่างเอกอุ..บางครั้งมันเผยอปากของมันออกมาเป็นกวี
อันสวยงาม...สาด...เรื่องนี้มันมาจากพื้น เรียลลิสติกส์น่ะโว้ยไอ้สาด....word of formal of life
อีกทีมึงรู้จักเปล่าควาย...........
.....................
เหี้ยตัวที่สอง.........fiction...กะ..realist
เรื่องของมึง มีที่น่าชมอยู่..จุดเดียวเท่านั้น..ไอ้สาด..สำเหนียกไว้ด้วย
ก่อนที่ลิ้นของมึงจะกลายเป็นสามแฉก...
คือความเป็น fiction..ของพ่อที่เป็นใบ้..แล้วเขียนได้อะรี่
ขอมอบเหี้ย..ไห้เอาไปย่างแดก..3 ตัว ไอ้ควายถอก
ส่วนไอ้เหี้ยลูกชาย ที่สูญเสียความทรงจำ..ไอ้นี้เป็น เรียลลิสต์ ในเรื่อง ซึ่งข้อมูลมึงอ่อนด้อยมากไอ้สาด
มึงไปศึกษาข้อมูลมาก่อน..ว่าคนสูญเสียความทรงจำเหี้ยนี้..มันมีกี่ระดับ..ไอ้สาด
บางคนถึงขนาด...จำแนกตัวหนังสือไม่ออก..อาศัยการฟังเสียงวิเคราะห์จากจิตไต้สำนึก..และสํญชาติเหี้ย
ไอ้นี้ไม่รู้มันสูญเสียความทรงจำระดับไหน..แม่ง อ่านหนังสือได้เอง โดยไม่ปวดหัว.......ควาย
แต่พอได้ยินชื่อคน เสือกปวดหัว แถมยังรู้จักคำว่าตีท้ายครัวอีก
กลับไปคิดน่ะโว้ย..ถ้าจะไห้คนอ่านอิน...
และสัมผัสถึงกลิ่นไอความรัก..จากเรื่อง
...........................
เหี้ยตัวที่สาม........มันไม่ร่วมสมัย
อันนี้ไปคิดเอง..ทั้งคำ..การนำเสนอ..และประเด็นเรื่อง .เมื่อไหร่มึงจะสลัดคราบ น้ำชาติ
และอนุสรณ์ ทิ้งไปจากตัวมึงได้...กลับไปอ่าน วินทร์ไป
หรือไม่ก็ดูหนังของ เควนติน ทารันติโน่
กูให้มึงสามตัวแค่นี้น่ะโว้ยสาด............
มึงเจอกูอีกหน่อย
สุรพงษ์ คนเก่า
11 aprile แกมีภาพนี้รึเปล่าจำภาพนี้ได้เปล่า
แกคงลืมไปแล้วมั่ง
........................................................................................................
10 เมษายน
แอบเหงาขอบคุณว่ะ
สำหรับพวกตัวกินไก่ และชอบลากไปกินในน้ำทั้งหลาย
ถ้าช่วงนี้ผมไม่มีพวกมรึงคงลำบากว่ะ
จาก Bangkok ถึง Forida
จาก เมืองไทย ถึง อเมกา
เจ้าชายน้อยเรียกสุนัขจิ้งจอก..ทราบแล้วเปลื่อน
ความเง่าและความรู้สึกเก่าๆ ยังไม่หายไป
การใช้ชีวิตลำพังที่ไม่คุ้นชิน...ลำบากว่ะแก
ออยเป็นไง ... ข่าวคราวเงียบหายไป......
เห็นชะแว้บมาเม้นท์.. สองครั้งแล้วหายไป
รัก และ คิดถึง นายว่ะ
เมื่อคืนเอาไดอารี้เล่มเก่า สมัยออกค่ายอาสาบ้านโปร่ง ชัยภูมิ เมื่อ 4 ปีก่อนมาอ่าน
ตอนที่ลมหนาวเดือนพฤศจิกายังพัด ตอนที่ฉันยังแอบปล่อยหนูไปกัดมือแก
แกไปเกี่ยวข้าวช่วยชาวบ้าน และโดนหนูกัดนิ้ว
ฉันละโคตรขำแกเลยว่ะ ฉันอยากทำแผลให้แกมากตอนนั้น
แต่ฉันก็กลัวแกถีบออกมา เพราะตอนนั้นแกไว้ผมสั้น เหมือนทอมบอย
ตอนนั้นฉันก็ตกหลุมรักแกแล้ว ที่หลังห้องน้ำ
เพราะรุ่นพี่ไล่ให้ฉันทาสีห้องน้ำ
จำได้เปล่า
มันผ่านไป 4 ปี แล้ว
จำแกจบปริญญาตรี ต่อโท แล้วไปเมืองนอก
ฉันสิยังเรียนไม่จบปริญญาตรีเลย
เซ็งว่ะ
ฉันเผลอหลับไปที่ชานบ้าน
แล้วยุงห้ามฉันทั้งๆ ที่หลับ
มันกัดฉันเป็นตะปุ่มตะป่ำ
กว่าฉันจะรู้ตัวอีกทีก็ตีสามกว่าจะกลับเข้าไปนอนในห้องได้
แมนยูก็ยิงโรม่า ไป 6 ต่อ 0 แล้ว
ดูจนจบ7 - 1 ก็จะตี 4 แล้วนอนไม่หลีบ
ก็เลยหอบพัดลมมาตรงชานบ้านเหมือนเดิม
ดูดวงจันทร ไอ้กิไปตากแล้วเลยอยู่คนเดียว
วันนี้ออกจากห้องแต่เช้าเพราะต้องเอาวีดีโอไปให้พี่บุญมีที่ actionaid
มาออนเอ็มเจอแก..แกก้คุยนิดเดียวแล้วหายไป
หมายความว่าไง
รักว่ะ..........สุรพงษ์ คนเก่า |
|
|